
ยึด ‘ปทุมธานีโมเดล’ แก้ขอทาน ดันผู้สูงอายุเข้มแข็งมากขึ้น
บทบาทของ “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ผ่านมา
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/ วิทยา ปะระมะ
บทบาทของ “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ผ่านมา นอกจากเรื่องการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์แล้ว ยังมีเรื่องการจัดระเบียบขอทาน และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่นเพื่อนำประสบการณ์มาวางแผนรองรับผู้สูงอายุและผู้พิการในอนาคตมาใช้
สำหรับงานขับเคลื่อนต่อต้านการค้ามนุษย์ บิ๊กอู๋ มองว่า รัฐบาลไทยทำได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับปัญหา และมานั่งเป็นประธานในการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ทำให้มีพลัง สามารถบูรณาการได้ทั้งหมด
ขณะที่ตัว พล.ต.อ.อดุลย์ เองก็นั่งเป็นประธานอนุกรรมการด้านสตรีและเด็ก ซึ่งได้มีการเข้มงวดเกี่ยวกับสถานที่และสื่อลามกต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความล่อแหลม ไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีกระบวนการคัดแยกเหยื่อผู้เสียหาย เพิ่มล่าม พนักงานสอบสวนหญิง เป็นต้น เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรฮีนจา รัฐบาลก็ไม่นิ่งนอนใจและแสดงความตั้งใจที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ผู้เกี่ยวข้องกับการค้าชาวโรฮีนจาก็ถูกจับกุมทลายเครือข่ายเป็นจำนวนมาก
สำหรับการช่วยเหลือแรงงานประมงไทยที่ตกค้างอยู่ในอินโดนีเซีย ก็ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ให้การช่วยเหลือกลับมาได้ 68 คน จากการคัดแยกพบว่าเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน 4 คน ส่วนที่เหลือเกิดจากการไม่พอใจนายจ้าง หรือไต้ก๋งไม่ให้ขึ้นเรือ จึงตกค้างอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ส่งดำเนินการฟื้นฟูและส่งตำรวจดำเนินคดีแล้ว
งานด้านการจัดระเบียบขอทานนั้น ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่ 3 ครั้ง มีขอทานเข้าสู่กระบวนการจัดระเบียบ 1,186 คน มีการคัดแยกประเภท หากเป็นขอทานชาวต่างชาติก็จะส่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองผลักดันกลับประเทศ โดยยังไม่พบว่ามีกรณีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ส่วนขอทานคนไทยได้นำไปฟื้นฟูสุขภาพ ดูแลเรื่องจิตใจและเรื่องอาชีพ โดยมีสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ใน จ.ปทุมธานี เป็นโมเดลต้นแบบในการดำเนินการ
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ค้นพบจากการจัดระเบียบขอทานที่ผ่านมา พบว่าสาเหตุที่ทำให้คนมาเป็นขอทานมี 3 สาเหตุ คือ 1.มาจากเรื่องความยากจน 2.มาจากความมักง่าย ใช้ร่างกายที่ไม่สมประกอบให้เกิดความสงสาร ข้อสำคัญคือ คนไทยเป็นขี้เห็นใจ มีเมตตา ก็จะช่วยเหลือคนยากจน ทำให้ขอทานบางคนเลือกมาประกอบอาชีพนี้ โดยเฉพาะบริเวณห้างสรรพสินค้า หน้าธนาคารจะพบเห็นได้มาก ขอทานบางคนมีเงินหลายหมื่น ซึ่งก็ต้องแก้ไขโดยการให้ทานที่ถูกต้อง และ 3.ขอทานที่เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นและมีปัญหาทางจิต ซึ่งต้องปรับและฟื้นฟูให้กลับไปประกอบอาชีพ
“เราพบว่าคนขอทานบางคนไม่มั่นใจในตัวเอง ทำให้ประกอบอาชีพไม่ได้ ก็เลยได้หารือทางปลัดกระทรวงและอธิบดี เห็นว่าน่าจะจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อค้ำยันให้เขา และตั้งกองทุนโดยเอาเงินส่วนนี้มาซื้อผลผลิตของคนขอทาน แล้วนำไปจัดจำหน่าย รายได้เหล่านั้นก็จะกลับมาเข้ากองทุน และเรายังพบอีกว่าคนที่มาเป็นขอทานเพราะความยากจน สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าขอทานที่เกิดจากสาเหตุอื่น” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปจะพัฒนากองทุนให้กลายเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือขอทานอย่างถูกวิธี สอนให้รู้จักการประกอบอาชีพ รวมทั้งส่งเสริมให้ทำการเกษตรเพื่อให้คนเหล่านี้นำผลผลิตมาใช้เลี้ยงครอบครัวและลดภาระงบประมาณของราชการได้ ซึ่งหากโมเดลต้นแบบได้ผลดี ก็อาจขยายผลทั่วประเทศต่อไป
นอกจากกระบวนการคัดแยก ฟื้นฟู ฝึกอบรมอาชีพแก่ขอทานแล้ว พม.ยังปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน ให้เข้มข้นมากขึ้น ผู้ที่เป็นขอทานจะมีโทษจำคุก 1 เดือน และปรับไม่เกิน 1,000 บาท ยิ่งถ้ามีการบังคับขอทานก็เพิ่มโทษเป็นจำคุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะทำให้ พม.มีเครื่องมือในการดำเนินการมากขึ้น และหากประชาชนพบเห็นการบังคับขอทานสามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน 1310 ได้เลย จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ
“มีกฎหมายในการจัดการแล้ว แต่เราต้องรณรงค์ให้คนที่ให้ทานเข้าใจว่านั่นเป็นการส่งเสริมขบวนการเหล่านี้ และคนที่ทำก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ ต้องมีอาชีพ ต้องมีงานที่ทำแล้วได้เงินตอบแทน” รมว.พม. กล่าว ขณะที่งานด้านการส่งเสริมผู้พิการและผู้สูงอายุนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.อ.อดุลย์ ได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่นเนื่องจากเป็นประเทศที่เข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุก่อนไทย พบว่าญี่ปุ่นมีเกณฑ์ทำงานจนเกษียณที่อายุ 65 ปี รวมทั้งมีการนำข้าราชการหลังเกษียณเข้ามาทำงาน
เช่น ผู้ที่เกษียณอายุมาจากนักการทูต ก็ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ต้อนรับประเทศต่างๆ และยังมีศูนย์ที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐาน นโยบายของรัฐเน้นลดอุปสรรคการเดินทางของผู้สูงอายุและผู้พิการ เช่น มีเส้นทางของผู้พิการให้เดินในถนนและตามที่พักอาศัย รวมถึงห้องน้ำ รถไฟ และรถประจำทาง เป็นต้น
พล.ต.อ.อดุลย์ ระบุว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเมืองไทย เพราะปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 8.9 ล้านคน และนักประชากรศาสตร์วิเคราะห์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีประมาณ 10 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประเทศ ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป เป็นสิ่งที่ต้องวางยุทธศาสตร์และมองทั้งระบบ ทั้งเรื่องการทำงาน การดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ รวมถึงบทบาทภาคเอกชนว่าจะเข้ามาช่วยอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนงานในขณะนี้จะเน้นให้ผู้สูงอายุมีความมั่นคง มีศักดิ์ศรี มีความมั่นใจ โดย พม.พยายามขับเคลื่อนกับทางท้องถิ่นจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ มีเป้าหมายทั้งหมด 878 แห่ง ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี อีกทั้งมีการผลักดันให้มีชมรมผู้สูงอายุกว่า 7.2 หมื่นชมรม ตลอดจนผลักดันให้มีอาสาสมัครผู้สูงอายุกว่า 8 หมื่นคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ขณะเดียวกัน พม.ก็พยายามผลักดันเรื่อง “อารยสถาปัตย์” หรือการออกแบบให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถเดินทางได้อย่างเสรี โดยในปีนี้จะทำที่เกาะเกร็ดก่อนเป็นแห่งแรก ทั้งเรื่องเส้นทางเดินทางด้วยเรือและการโดยสารรถ ก่อนจะขยายเพิ่มอีก 10 จังหวัดในอนาคต







