
สงครามกลางเมือง งานหนักสุดในชีวิต ‘อดุลย์ แสงสิงแก้ว’
บนเส้นทางชีวิตของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว กล่าวได้ว่าเป็นสุดยอดนายตำรวจที่มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาร้ายแรงของประเทศในหลายต่อหลายครั้ง
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/ วิทยา ปะระมะ
บนเส้นทางชีวิตของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว กล่าวได้ว่าเป็นสุดยอดนายตำรวจที่มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาร้ายแรงของประเทศในหลายต่อหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ เคยอาสาไปต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงจัด
นายตำรวจหนุ่มปฏิบัติงานจนได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ก่อนจะเติบโตในสายงานตามลำดับ จนก้าวขึ้นตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จากนั้นได้รับคำสั่งด่วนไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อไปคลี่คลายสถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนั้นกำลังทวีความรุนแรงถึงขีดสุด
พล.ต.อ.อดุลย์ ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อยู่ 3 ปี โดยเน้นสร้างอำนาจรัฐให้เข้มแข็ง ทำงานมวลชนและยึดกฎหมายเป็นหลัก จนสถานการณ์คลี่คลายลงไปมาก ทำให้ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “วีรบุรุษด้ามขวานทอง” จากนั้นเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ปรึกษา สบ.10 รอง ผบ.ตร.ตามลำดับ ก่อนจะขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.ในปี 2555
ในช่วงเวลาของการเป็น ผบ.ตร. ของ พล.ต.อ.อดุลย์ ต้องเผชิญความท้าทายอีกครั้ง จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อมวลมหาประชาชนรวมตัวขึ้นในนาม กปปส.ปลายปี 2556 ชุมนุมต่อเนื่องถึงต้นปี 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนั้นถูกแรงกดดันจากรอบทิศ เพราะมีการลอบยิงลอบวางระเบิดใส่มวลชนนับร้อยครั้ง
รวมทั้งมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์ยืดเยื้อและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กองทัพจึงตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ด้วยบทบาทและสถานการณ์ไฟต์บังคับ พล.ต.อ.อดุลย์ ถูกดึงไปร่วมแถลงในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรากฏตัวผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในฐานะสมาชิก คสช.ร่วมกับผู้นำเหล่าทัพคนอื่นๆ
จากนั้นอีก 2 วันเขาก็ถูกคำสั่ง คสช.ให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน
ม็อบปี 2557 ‘หนักสุดในชีวิต’
“เจอเรื่องม็อบ ภาคใต้เล็กไปเลย เรื่องม็อบโอกาสติดคุกสูงมาก (หัวเราะ) ถูกตรวจสอบเยอะมาก แต่ทางภาคใต้ตายก็ตายไป ติดคุกไม่มี” พล.ต.อ.อดุลย์ เล่าอดีต
พล.ต.อ.อดุลย์ ขยายความว่า เมื่อเปรียบเทียบแรงกดดันระหว่างการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาม็อบ เรื่องภาคใต้ถือว่าหนักมาก แต่เป็นการหนักในสถานการณ์ ไม่มีการแบ่งฝ่ายของประชาชน เป็นเรื่องของรัฐกับการดูแลความสงบเรียบร้อย
“ถือว่าหนักกายไม่หนักใจ แต่กับปัญหาม็อบที่ชุมนุมยาวนาน 6-7 เดือนถือว่ากดดันและหนักใจมาก เพราะประชาชน สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน และตำรวจทำอะไรไม่ได้เลย ต้องยืนบนหลักการ มีขั้นตอนการปฏิบัติ และสังคมไม่อนุญาตให้ตำรวจโมโห ชาวบ้านทุบก็ต้องยืนให้ทุบ ระเบิดมาเตะระเบิดกลับ สิ่งเหล่านี้ตำรวจต้องอดทน
“ผมเจอเรื่องหนักๆ มาเยอะมาก จากสงครามอีสาน ลงใต้แล้วเข้ากรุงเทพฯ แต่สงครามที่หนักที่สุดอยู่ในเมือง” อดีต ผบ.ตร. ยอมรับ
จากปัญหาที่แตกต่างกัน ทำให้วิธีการทำงานก็ต่างกันออกไป พล.ต.อ.อดุลย์ อธิบายว่า ในการดูแลปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เมื่อเข้าไปดูแลใหม่ๆ ถือว่าสถานการณ์รุนแรงมาก ตำรวจถูกยิง
โรงพักถูกเผา แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเคยหยอกว่า“ถ้าน้องทำงานไม่ดี ต่อไปจะเข้าพื้นที่อาจต้องไปทำวีซ่าที่สงขลาก่อนก็ได้”
ซึ่งแนวทางการทำงานในขณะนั้น เจ้าตัวยึดหลักทำกลไกของรัฐให้เข้มแข็ง และการปฏิบัติงานของตำรวจต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก ต้องมืออาชีพ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน “รัฐต้องเข้มแข็งก่อน เพราะในสถานการณ์ภาคใต้ ถ้าเราไม่เข้มแข็งเขาไม่เชื่อเรานะ ถ้าตำรวจถูกยิงอยู่เรื่อย โรงพักถูกเผาอยู่เรื่อย ประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ ตำรวจต้องเข้มแข็งคุ้มครองประชาชนได้ ไปทุกพื้นที่ได้ทุกเวลา ในการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดต้องจับได้ เก็บหลักฐาน สืบสวน ดำเนินคดี ยึดหลักกฎหมาย โปร่งใสไม่มีนอกใน ไม่มีละเมิดสิทธิ ไม่มีตบตี” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องเน้นงานมวลชนทำให้สังคมรักตำรวจ ปรับทัศนคติของตำรวจให้เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับท่าที ซึ่ง พล.ต.อ.อดุลย์ ให้นโยบายผู้ใต้บังคับบัญชาว่าต้องบวกหนึ่งทุกวัน หรือหมายความว่าชาวบ้านต้องรักตำรวจมากขึ้นทุกวันนั่นเอง
ขณะที่ปัญหาจากการชุมนุมนั้น ตำรวจต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบทิศ พล.ต.อ. อดุลย์ จึงเน้นการใช้ระบบที่เข้มแข็งในการดูแลสถานการณ์ไม่ให้เกิดความวุ่นวายเกินไป โดยมอบนโยบายให้ยึดหลักกฎหมาย ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มีความชอบธรรมในการดำเนินการและสังคมยอมรับได้ ให้ต้องยึดถือกฎการใช้กำลังตามลำดับขั้นตอนที่สำคัญ และต้องฝึกตำรวจให้อดทนอดกลั้น
“เป็นสถานการณ์ที่หนักมากที่ผมรับผิดชอบมา ผมบอกได้ว่าตำรวจทุกคนทำดีที่สุด เต็มความสามารถ ภายใต้หน้าที่รับผิดชอบ บาดเจ็บ เสียชีวิต ทุกคนไม่เคยบ่น ทำเพื่อสังคมและประชาชน โดยยึดหลักกฎหมาย” อดีต ผบ.ตร. กล่าว
งาน พม.เหมือนได้ทำบุญทุกวัน
หลังจากถูกกระแสลมทางการเมืองพัดมาให้มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ พล.ต.อ. อดุลย์ ก็นำประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้บริหารองค์กรตำรวจมาปรับใช้ติดตามแก้ปัญหาสังคม โดยจัดระบบห้องปฏิบัติการ (วอร์รูม) เฝ้าติดตามสถานการณ์สังคมทุกวัน ใช้เวลาประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงและอธิบดีกรมต่างๆ ตั้งแต่ 08.00-08.30 น. เพื่อตัดสินใจให้นโยบายต่อปัญหาที่ต้องการการแก้ไขเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเด็ก
ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ตลอดจนติดตามกระแสสังคมว่าเป็นอย่างไร ต้องการให้แก้ไขอะไร โดยจะใช้เวลาในวอร์รูมประมาณ 1 ชั่วโมงทุกวัน ปัญหาที่แก้ไขผ่านวอร์รูมส่วนใหญ่จะเป็น case by case
ส่วนแผนงานยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ แม่วัยใส การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ ก็ดำเนินไปตามแผนงานและประเมินผลทุก 3 เดือน เน้นการขับเคลื่อนเชิงบูรณาการ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ที่อยู่อาศัย เป็นกระบวนการทางสังคมที่ต้องมองทุกเรื่องเกี่ยวข้องกันหมด และด้วยสถานะของรัฐบาลในปัจจุบันที่มีความมั่นคง ก็เชื่อว่าน่าจะทำให้การขับเคลื่อนงานด้านสังคมคล่องตัวและมีพลังในการแก้ปัญหามากขึ้น
“ผมมาอยู่ที่นี่เหมือนได้ทำบุญทุกวันนะ บางคนบอกหน้าตาตอนนี้ดีกว่าตอนเป็น ผบ.ตร.นะ (หัวเราะ) เป็น ผบ.ตร.โดนบีบ แต่มาอยู่นี่ผมมีความสุขกับการทำงาน ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังมีความทุกข์ งานเครียดน้อยกว่าตำรวจเยอะ” พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวปนเสียงหัวเราะ







