
คิดให้เป็นเงิน
คำว่า “รวยก่อนแก่” คือ ความฝัน “แก่ก่อนรวย” คือความจริง อาจจะใช้ได้กับคนไทยส่วนใหญ่ แต่ตัวอย่างของคนที่ “รวยก่อนแก่”
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
คำว่า “รวยก่อนแก่” คือ ความฝัน “แก่ก่อนรวย” คือความจริง อาจจะใช้ได้กับคนไทยส่วนใหญ่ แต่ตัวอย่างของคนที่ “รวยก่อนแก่” ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย เขาเป็นมนุษย์ทองคำ มีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และทุกคนล้วนได้ความมั่งคั่งมาจากความอดทนและผ่านความลำบากมาก่อน
ต้องนำเงินไปลงทุนในจุดที่ถูกต้อง
โอภาส ถิรปัญญาเลิศ หรือ “ใหญ่” อายุ 43 ปี มีความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่กลายเป็นผู้ลงทุนที่มีความสุขในปัจจุบัน (Happy Investor) และยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตที่รักที่มีความหลากหลายกว่า
เมื่อก่อน “ใหญ่” มาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะดี ทำงานเก็บเงินเพื่อส่งตัวเองเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ เรียกว่าไม่สามารถสัมผัสกับการออมได้มาก เพราะอยู่ในฐานะที่ต้องทำไปใช้ไป พอเขามีโอกาสตำแหน่งงานที่สูงขึ้นก็เจอบททดสอบวิกฤต ปี 2540 ถึงขั้นไม่มีเงินเติมน้ำมันหรือจ่ายค่าโทรศัพท์ เงินเดือนต้องลดตามสัดส่วนตามตำแหน่งหัวหน้า จึงเริ่มรับจ๊อบคุมงานด้านบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในเพิ่ม แต่ต้องเป็นหลังจากทำงานประจำ รวมถึงช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ต่อด้วยงานที่ 3 คือรับงานแปลเอกสารและจดหมายภาษาอังกฤษหน้าละ 60 บาท
เขาประคับประคองงานทั้ง 3 อย่างนี้ไปตลอด 4-5 ปี งานประจำเงินเดือนเริ่มกลับมามั่นคงกว่าเดิมจนปี 2547 เริ่มมีคนรอบข้างบอกลงทุนหุ้นมีกำไร เพราะในชีวิตเริ่มมองหาความมั่นคงมากขึ้น จึงกระโจนเข้าไปและฟังแต่คำแนะนำเจ้าหน้าที่การตลาดซื้อขายตามข่าว และยังเอาเงินที่บ้านมาลงทุน เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ขาดทุนเป็นหลักล้านบาท หรือสูงสุดติดลบถึง 50% จึงตัดสินใจขายหุ้นเพื่อเอาเงินทุนกลับมาและเริ่มมองสินทรัพย์ด้วยการซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า ได้อัตราผลตอบแทน 11-12% ต่อปี ทำให้คิดว่า “การเอาเงินไปลงทุนในจุดที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ” จนปัจจุบันมีคอนโดให้เช่ามากกว่า 10 ห้อง และหาก
ตอนนี้จะขายห้องนั้นไปอย่างน้อยจะได้กำไรกลับคืนมาเฉลี่ยห้องละ 30-40%
กลับมาลงทุนหุ้นอีกครั้งหลังทิ้งไป 5 ปี หลังไปอ่านหนังสือทำการบ้านมากขึ้น และทำให้รู้ว่าถ้าเลือกลงทุนหุ้นอย่างถูกวิธีก็สามารถทำได้ จึงกลับเข้ามาลงทุนด้วยความไม่ประมาท และเป็นแชมป์ผู้ลงทุนหุ้นของบัวหลวงในสต๊อกมาสเตอร์ จนวันหนึ่งคิดว่าควรออกจากงานประจำที่ทำมากว่า 18 ปี ที่ดูแลเรื่องฝ่ายจัดซื้อมีความเครียดต่องานสูง เพราะต้องรับผิดชอบพิจารณาการใช้เงิน
สิ่งที่ “ใหญ่” ต้องการฝาก คือ ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่อาจมองแต่ภาพที่สวยงามจากความสำเร็จของคนที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่อย่าลืมว่าพวกเขาผ่านความยากลำบากมาก่อน เหมือนกับตึกที่เราเห็นว่าตึกนี่สวย แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือทุกตึกต้องมีฐานรากที่แข็งแกร่งก่อน อะไรที่โตเร็วเกินไป หรือก่อสร้างเร็วอย่างตึกอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะอาจจะสร้างขึ้นมาโดยที่ฐานรากของตึกที่ไม่ได้แข็งแรง เด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่เคยผ่านช่วงวิกฤตที่โหดร้าย ซึ่งจะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะพ่อแม่เองที่เคยผ่านความลำบากมาไม่อยากให้ลูกลำบากเลยป้อนทุกอย่าง แต่ถ้าสอนให้ลูกรู้จักขยันอดทน ฉะนั้นเปลี่ยนแปลงได้ถ้าแนะวิธีคิดใหม่ให้แก่ลูก
สไตล์ชัดแล้วค่อยหาสตางค์
วิสูตร แสงอรุณเลิศ หรือ “บอย” อายุ 40 ปี บรรณาธิการแห่งสต็อคทูมอร์โรว์ เจ้าของหนังสือพ็อกเกตบุ๊กแนวพัฒนาตนเอง เจ้าของแฟนเพจ Boy’s Thought ที่มีผู้ติดตามมาก ปัจจุบันเขามีความมั่นคงทางการเงินและสร้างความปลอดภัยให้ครอบครัวภายในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องทำงานได้แล้ว
แนวคิดหลักของเขา คือ “ต้องรู้สไตล์ให้ได้ก่อนที่จะหาสตางค์” จากเดิมที่เราคุ้นชินกับการตั้งเป้าหาสตางค์ก่อนแล้วค่อยมาใช้ตามสไตล์ที่เราอยากจะให้เป็น เมื่อเป้าหมายชัดจึงเริ่มหาสตางค์จากงานประจำ 8 ชั่วโมงแรก ใช้ความขยันในการทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด จากนั้นค่อยเริ่มขั้น 2 หาสไตล์ที่เป็นตัวเองหรืองานอดิเรกทำอีกใน 8 ชั่วโมงหลังจากทำงานประจำ โดยส่วนนี้ควรมีความแตกต่างจากสิ่งที่ทำในงานประจำ
งานที่ 2 ของเขาคือการมาเป็นบรรณาธิการที่สต็อคทูมอร์โรว์ ทั้งๆ ที่ยังเป็นนิตยสารแฟชั่นอยู่ แต่เขาต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเอาความสามารถของตัวเองที่จะเริ่มกล้าต่อรอง เปลี่ยนวิธีการคิดรายได้ที่เดิมสต็อคทูมอร์โรว์ให้เงินเป็นก้อนจำนวนหนึ่ง โดยที่เจ้าของเรื่องไม่รู้ว่าหนังสือจะขายดีหรือไม่ แต่เขาขอเปลี่ยนเป็นแบ่งส่วนกำไร (Profit-sharing) เพราะคิดว่าวิธีนี้จะทำให้ทุกฝ่ายวินวินทั้งคู่ กำไรมากก็ได้มาก เมื่อกำไรน้อยก็ควรได้น้อย ทำจนแน่ใจงานอดิเรกที่เคยทำมีความสนุกและสร้างรายได้มากกว่าก็เริ่มสู่จุดวัดใจขั้น 3 ที่เปลี่ยนจากงานที่ไม่ประจำกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้มากกว่า จากนั้นเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 คือนำเงินที่มีไปลงทุนต่อให้งอกเงย เพราะการหวังฝากเงินกับแบงก์อย่างเดียวตอนนี้ไม่ใช่คำตอบแล้ว
เรียนรู้ที่จะหาความมั่งคั่ง
นิจจรีย์ นิธินวกร หรือ “นานิ” อายุ 22 ปี และเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีด้านการเงินจากฮ่องกงไม่กี่สัปดาห์ หลายคนรู้จักเธอจากเจ้าของหนังสือสร้างเงินล้านก่อนเรียนจบและสร้างเงินล้านด้วยงานออฟฟิศ ทุกวันนี้เธอบอกว่า ยังแตะกับคำว่าอิสรภาพทางการเงินได้เพียง 3% ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนในหุ้นและเงินออมจากที่ฝึกงานด้วยเรียนไปด้วยแตะเลข 7 หลักแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึง 10 ล้านบาท แต่เธอก็พยายามที่จะไปถึงเป้าหมายว่าอายุ 35 ปี ต้องมีอิสรภาพทางการเงิน หรือมีเงินมากกว่า 50 ล้านบาท ให้ได้
ชีวิตเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้เธอจะเรียนโรงเรียนชื่อดัง แต่การใช้ชีวิตวัย 8-14 ปี ก็ไม่ได้สบาย เนื่องจากที่บ้านเจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พอสอบชิงทุนไปเรียนไฮสกูลที่สิงคโปร์ได้เงินใช้เดือนละ 5,000 บาท ทำให้ที่ผ่านมาชีวิตเธอรู้จักเก็บและใช้อยู่แล้ว จนคิดเรื่องลงทุนเพราะเห็นคุณพ่อมีเงินปันผล และเด็กวัย 17 ปี เมื่อเห็นเงินปันผลของตัวเองที่ได้มา 2,000 บาท ก็ดีใจแล้ว จึงเริ่มมองหาเงินมาเติมทั้งสองส่วน คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นและเงินที่เข้ามาเติมในพอร์ตการลงทุนของตัวเอง
แก่นของอิสรภาพทางการเงิน คือ “ต้องหาเงินให้ได้ ออมเงินให้เป็น และบริหารเงินดี” เพียงแต่มีกี่คนจะลงมือทำ แต่สำหรับเธอใช้ทฤษฎีต้องเอาตัวเองเข้าไปในที่ที่อยากอยู่ อยากเรียนรู้ เพื่อให้ได้ประสบการณ์และรู้จักผู้คนมากมาย ทำให้ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาทุกปิดเทอม เธอเลือกฝึกงานตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ขอไปฝึกงานในบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง บริษัทจัดสัมมนาของต่างประเทศ เพื่อได้ฟังสัมมนาของกูรูลงทุนฟรี และสิ่งที่คิดว่าได้มากสุดคือการฝึกงานกับแบงก์ของสวิตเซอร์แลนด์ที่ฮ่องกง ซึ่งให้ประสบการณ์ฝึกงานและรายได้ที่สูงสุด
เธอแนะว่า ทุกคนก็สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดการออมการลงทุนได้หมด เพียงแต่ใครเริ่มก่อนก็ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่า คนรุ่นใหม่หรือคนที่ทำงานประจำอาจเริ่มต้นเป้าหมายว่าทำอย่างไรให้มีเงินจากงาน 1 หมื่นบาท/เดือน หรือคนวัยเรียนที่จะเริ่มออมเงิน 5-10% ของรายได้ที่มีทางบ้านให้การออมก่อนย่อมรวยกว่าอย่างแน่นอน







