
ต่างชาติร่วมแก้ปัญหาทาสประมงไทย
ภายใต้อุตสาหกรรมประมงมูลค่า 2 แสนล้านบาท นานาประเทศและสื่อต่างโจมตีอย่างหนัก ทั้งในด้านการทำประมงแบบล้างผลาญที่ส่งผลให้สหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองกับไทยเหตุทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) และการใช้แรงงานทาส โดยในเรื่องหลังนั้นสหรัฐได้ปรับระดับการค้ามนุษย์ของไทยลงไปอยู่ระดับ “เทียร์ 3” หรือระดับต่ำที่สุด
ภายใต้อุตสาหกรรมประมงมูลค่า 2 แสนล้านบาท นานาประเทศและสื่อต่างโจมตีอย่างหนัก ทั้งในด้านการทำประมงแบบล้างผลาญที่ส่งผลให้สหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองกับไทยเหตุทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) และการใช้แรงงานทาส โดยในเรื่องหลังนั้นสหรัฐได้ปรับระดับการค้ามนุษย์ของไทยลงไปอยู่ระดับ “เทียร์ 3” หรือระดับต่ำที่สุด
แรงกดดันต่างๆ ส่งผลให้ไทยเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การขึ้นทะเบียนเรือหาปลา การใช้ระบบติดตามเรือ การปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงไทยเท่านั้นที่แก้ปัญหา
ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว
สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยอ้างบรรดานักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ ว่า ในการแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องการเงินทุนที่มากกว่าเดิม และยังต้องการข้อมูลภายในห่วงโซ่อุปทานที่ดีขึ้นอีกด้วย
ลิซา เรนด์ เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการโครงการอิสระภายใต้องค์กรต่อต้านทาสนานาชาติ องค์กรไม่แสวงผลกำไร เปิดเผยว่า การขาดข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตสินค้าทะเล ส่งผลให้สถาบันทางการเงิน ภาคเอกชน และผู้บริโภค ไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นส่วนหนึ่งในอาชญากรรมทาส
“ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมประมงไทย คือ การขาดใบรับรองว่าอันไหนคือกุ้งที่มาจากแรงงานทาส อันไหนไม่ใช่” เทย์เลอร์ กล่าว
ในขณะเดียวกัน เวริเต้ องค์กรการกุศลเพื่อการจัดการความอยุติธรรมด้านแรงงานทั่วโลก เปิดเผยว่า จะร่วมมือกับบริษัทข้อมูลของรอยเตอร์ส ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างการค้าแรงงานทาสภายในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาชญากรรมอื่นๆ
ไม่เพียงเท่านั้น องค์กรการกุศลยังช่วยลงเงินทุนเพื่อสนับสนุนให้ข้อมูลได้รับการเปิดเผยออกมาอีกด้วย โดย นิก โกรโน หัวหน้าองค์กรการกุศล “ฟรีดอม ฟันด์” เปิดเผยว่า ทางองค์กรจะใช้เงินจำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 165 ล้านบาท) เป็นเงินทุนเริ่มต้นในการพัฒนาเครื่องมือที่จะสามารถตรวจสอบและเพิ่มความโปร่งใสภายในห่วงโซ่อุปทานของไทย
“รัฐบาลไทย ผู้ผลิตสินค้าทะเล และผู้ค้าปลีก กำลังพิจารณาใคร่ครวญอย่างหนัก ภายหลังจากที่สื่อเปิดเผยการข่มเหงในอุตสาหกรรม ที่ทำให้ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรทั้งจากรัฐบาลสหรัฐและยุโรป” โกรโน กล่าว
ไม่เพียงเท่านี้ เบนจามิน สกินเนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง อินเวสเมนต์ แมเนจเมนต์ บริษัทบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อช่วยเพิ่มผลกำไร เปิดเผยว่า ในส่วนของผู้บริโภคเองก็สามารถมีส่วนร่วมกับการจัดการปัญหาดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน ด้วยการคว่ำบาตรสินค้าที่มาจากแรงงานทาสเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้บริโภคในสหภาพยุโรปและสหรัฐที่คิดเป็น 40% ของการส่งออกสินค้าทางทะเลทั้งหมดของไทย
“เมื่อผู้ซื้อกดดันผู้ผลิตให้หยุดการข่มเหงจะได้ผลดีกว่า บางทีก็น้อยกว่า 48 ชม. เสียด้วยซ้ำ” สกินเนอร์ กล่าว







