
ทรัพยากรบุคคล ในธุรกิจท่องเที่ยว
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
ผมเพิ่งกลับจากซิดนีย์มาครับ คราวนี้ไปอยู่นานหลายวัน ซึ่งนอกจากจะได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นระดับต่ำกว่า 10 องศาในช่วงค่ำคืนแล้ว ยังถือโอกาสเที่ยวชมเทศกาล งานแสดงแสงไฟสีสันตระการตา Vivid Sydney ที่ปัจจุบันคณะผู้จัดเริ่มทำการตลาดในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเห็นว่าได้ผลดีพอสมควร มีผู้คนมาเที่ยวชมงานมากขึ้นทุกปี ผสมผสานกับนวัตกรรมใหม่ในด้านการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์และความบันเทิงในแบบแสงสีเสียง บนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของนครซิดนีย์ อาทิ โอเปราเฮาส์ อาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ทำให้บริเวณกลางเมืองซิดนีย์ค่อนข้างแน่นขนัดไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่มาเที่ยวชมงานอย่างมีความสุขสำราญกันถ้วนหน้า
แต่สำหรับผมนั้น ที่น่าตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้นไปกว่านั้น คือ ร้านอาหารไทยครับ มีมากจริงๆ เกือบทุกท้องถนนในเมืองนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารไทย มีทุกประเภทด้วยครับ ตั้งแต่ร้านอาหารข้างถนน เคาน์เตอร์อาหารในศูนย์การค้า ร้านอาหารไทยระดับกลางรวมไปถึง ร้านอาหารประเภทหรูหรา และแน่นอนที่สุดครับ ทุกร้านทุกแห่งจะมีบุคลากรคนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ที่มาแสวงหาโอกาสทั้งในด้านการศึกษาและอนาคต จำนวนพนักงานบริการที่เป็นชาวไทยนี้ มีมากน้อยตามแต่ขนาดของร้านครับ พี่น้องลูกหลานไทยเหล่านี้มีทั้งที่ปฏิบัติงานอยู่ในครัว เสิร์ฟอาหาร ต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีบางคน ที่ไปรับงานยืนถือป้ายชื่อร้านอาหารเพื่อการโฆษณาตามสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรมากๆ เพื่อการประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งแจกจ่ายเอกสารหรือบัตรส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขายให้กับทางร้านอาหารไทยนี้อีกทางหนึ่งด้วยครับ
หากจะดูตามตัวเลขสถิติแล้ว ออสเตรเลียยังไม่ถือว่าเป็นประเทศที่มีคนไทยอยู่มากที่สุด ที่มากที่สุดคือ อเมริกา อังกฤษ หรือประเทศที่มีแรงงานไทยเข้าไปทำงาน เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ถ้าจะพิจารณาในด้านศักยภาพของบุคลากรที่ถือว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์อันทรงคุณค่าของประเทศแล้ว ผมว่าเด็กไทยรุ่นใหม่ที่มาแสวงหาอนาคตที่นี่มีมากและน่าสนใจมากครับ
พวกเขาส่วนใหญ่มีการศึกษาดีนะครับ จบชั้นอุดมศึกษาจากบ้านเรามากทีเดียว แผนการศึกษาที่นี่ก็คือ มาเรียนภาษาในหลักสูตรเร่งรัดประมาณ 3-6 เดือน ก่อนเรียนสัปดาห์ละ 5 วัน ระหว่างเรียนสามารถหางานทำได้ในช่วงเย็น ตั้งแต่ 4-5 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม สัปดาห์ละ 5 วัน สามารถหารายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 เหรียญ หรือประมาณ 2.5 หมื่นบาท/เดือน แต่ถ้าขยันกว่านั้น ทำทุกวันรวมทิปด้วยแล้ว น้องๆ เค้าบอกผมว่า 2,500-3,000 เหรียญ/เดือน นี่สบายๆ ครับ
เมื่อหักค่าใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร ค่ารถ และอื่นๆ แล้ว ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยมากนัก จะมีเงินเหลือเก็บคิดเป็นเงินไทยเดือนละ 2-4 หมื่นบาท เพียงพอสำหรับการสร้างอนาคตทั้งในการกลับไปเมืองไทย หรือจะต่อยอดความสำเร็จของชีวิตที่นี่ได้แล้วแต่จะเลือก
หลังจากจบหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษแบบเร่งรัดแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเข้าศึกษาต่อปริญญาโท หรือหลักสูตร Diploma ซึ่งมีระยะเวลาศึกษาต่อระหว่าง 2-3 ปี ตอนนี้ละครับที่น่าสนใจ มีลูกหลานไทยไม่น้อยเลือกที่จะอยู่ที่นี่อย่างยาวนาน เพื่อการทำงาน การเก็บเงิน การยื่นขอถิ่นที่พำนักถาวร หลายต่อหลายคนจึงตั้งใจที่จะยืดอายุการศึกษาให้นานที่สุดครับ บางคนเรียนหลักสูตร Diploma มากว่า 5 ปีแล้ว ก็ยังพยายามที่จะเรียนไม่ให้จบ เพื่อสนองความต้องการและวัตถุประสงค์ในชีวิตของตนเอง
เท่าที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับพวกเขาเหล่านี้ ทุกคนรักเมืองไทยเหมือนเราท่านทั้งหลาย แต่อุปสรรคของการสร้างฐานะ ทั้งในด้านการเงินและสังคมในประเทศไทยสำหรับพวกเขา ดูเหมือนจะมีมากเกินไป หลายคนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐได้เกรดสูง แต่ไปสมัครสอบเข้ารับราชการไม่ได้ เนื่องจากการแข่งขันสูง ไม่มีพรรคพวกเกื้อหนุน สมัครงานภาคเอกชนก็ไม่ได้ เพราะวุฒิการศึกษาไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง จะดำเนินธุรกิจส่วนตัวก็เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เพราะส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง หรือครอบครัวเงินเดือน ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้มากพอสำหรับการลงทุน แม้ในธุรกิจขนาดย่อมก็ตามที
หลังจากที่น้องๆ ลูกๆ หลานๆ เหล่านี้ ได้มาใช้ชีวิตที่ต้องต่อสู้ด้วยตนเองในออสเตรเลีย ผมว่าพวกเขามีความพร้อมมากครับสำหรับธุรกิจภาคบริการในประเทศไทยในอนาคต พวกเขามีความเข้าใจในธุรกิจการค้า มีศิลปะในการให้บริการที่ประทับใจ มีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษได้ดี มีความเข้าใจในความเป็นไทย โดยเฉพาะอาหารไทย มีบุคลิกหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีความอดทนในการทำงาน ฯลฯ
ผมยังคิดไม่ออกจริงๆ ครับ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อโน้มน้าวความคิดจิตใจให้พวกเขาเหล่านี้ กลับมาช่วยกันพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวบริการในบ้านเรา บ้านเมืองไทยของเรา เรียนตรงๆครับ ว่าเสียดายบุคลากรคุณภาพเหล่านี้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่อาจจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ออกไปแสวงหาความก้าวหน้าของชีวิตนอกประเทศไทย ไกลออกไปจากบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัวของพวกเขาครับ







