
จับตา ‘ใครได้-ใครเสีย’ เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งถือว่าจะมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก
เฟดเริ่มงัดนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์มาใช้นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 โดยปรับลดจากเดิมที่ราว 5.25% ลงมาอยู่ที่ 0.25% ในระยะเวลาเพียง 3 ไตรมาสเท่านั้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเป็นการบังคับทางอ้อมให้ชาวสหรัฐนำเงินฝากออกมาใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้การขอสินเชื่อมีต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาวะทุนสัญชาติสหรัฐไหลออกไปลงทุนยังที่ต่างๆ ทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง
ดังนั้น ในทางกลับกัน หากเฟดตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยก็จะทำให้เกิดผลกระทบในทางตรงกันข้าม คือ ภาวะทุนไหลกลับเข้าสหรัฐ และเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้น การเปลี่ยนนโยบายจากหน้ามือเป็นหลังมือย่อมมีทั้งผู้ได้ผู้เสียอย่างไม่ต้องสงสัย
ประการแรก การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะกลายเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนนำเงินกลับเข้าไปลงทุนในสหรัฐอีกครั้ง เนื่องจากการลงทุนในสหรัฐถือว่ามีอัตราความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพันธบัตรสหรัฐ การปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของพันธบัตร ย่อมเป็นการดึงดูดให้เม็ดเงินไหลเข้าไปสู่สหรัฐมากขึ้น
ผู้ได้ประโยชน์จากกรณีนี้จึงหนีไม่พ้นผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐ เนื่องจากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาจะดันดัชนีตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับจะมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้เกษียณอายุที่ไม่มีรายได้ทางอื่นนอกจากการลงทุน ที่จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น โดยอีกนัยหนึ่งจะส่งเสริมให้คนมีเม็ดเงินในมือเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ขณะที่ผู้เสียผลประโยชน์ ย่อมเป็นบรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินผันผวนจากทุนไหลออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับอานิสงส์จากเงินไหลเข้า โดย สตีเฟน แอล เจน หุ้นส่วนฝ่ายบริการและผู้ก่อตั้ง เอสแอลเจ แม็กโคร พาร์ตเนอร์ บริษัทจัดการลงทุนจากอังกฤษ ตั้งข้อสังเกตว่า บราซิล ตุรกี และ แอฟริกาใต้ จะต้องเผชิญกับช่วงเวลาอันยากลำบากมากที่สุดในช่วงที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากขณะนี้ตลาดเงินของทั้งสามประเทศเริ่มส่งสัญญาณความผันผวนบ้างแล้ว จึงอาจเกิดภาวะทุนไหลออกอย่างรุนแรงหากเฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ประการต่อมา การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งอยู่แล้วในปัจจุบัน แข็งค่าขึ้นไปอีกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009 เนื่องจากภาวะทุนไหลเข้าสหรัฐส่งผลให้ความต้องการสกุลเงินเหรียญสหรัฐในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันบรรดาธนาคารกลางทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายให้สกุลเงิน
ท้องถิ่นอ่อนลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐดูแข็งค่ามากขึ้นโดยเปรียบเทียบ
กรณีดังกล่าวย่อมเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งขึ้นจะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าสูงตามไปด้วย ซึ่งในลำดับต่อมาจะเป็นการเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจในประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นคู่ค้าหลักนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจที่เป็นหนี้ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ถือเป็นผู้เสียประโยชน์จากภาวะค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอย่างเต็มๆ เนื่องจากภาวะเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจะทำให้การชำระหนี้คืนทำได้ยากขึ้น โดยกลุ่มภาคเอกชนในเอเชียถือว่ามีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูง เพราะได้กู้เงินมาจำนวนมหาศาลในช่วงทุนไหลออกจากสหรัฐ
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจในเอเชียมีปัจจัยความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ถึง 2 ด้าน โดยด้านแรกคือค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจซึ่งมีรายได้ในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่นต้องใช้สัดส่วนเงินมากขึ้นในการแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐสำหรับการชำระหนี้ ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวยังส่งผลกระทบรายได้ของภาคธุรกิจอีกด้วย ทำให้การชำระหนี้ทำได้ด้วยความยากลำบาก
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจสัญชาติสหรัฐเองก็เป็นผู้เสียประโยชน์จากภาวะค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งเช่นกัน เนื่องจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะเป็นการลดข้อได้เปรียบของสินค้าส่งออกจากสหรัฐ ขณะเดียวกันธุรกิจสัญชาติสหรัฐที่ออกไปลงทุนนอกประเทศยังมีสัดส่วนกำไรที่แลกกลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐลดลงอีกด้วย
สำหรับเฟดเอง การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะสร้างทั้งผลดีและผลเสียไม่ว่ากรณีใดก็ตาม โดยในด้านดี การปรับขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งแล้ว นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจของเฟด
ในทางกลับกัน สิ่งที่เฟดต้องแลกมา คือ ภาวะขาดดุลบัญชีจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน นอกจากนี้ แดเนียล อัลเพิร์ต หุ้นส่วนบริหารของบริษัท เวสต์วูด แคปิตัล ของสหรัฐ แสดงความเห็นว่า ความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดทั้งการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้เฟดแทบไม่มี “กระสุน” เหลือแล้วสำหรับต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนอย่าง จอน แมคเคย์ นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโสของมอร์แกน สแตนเลย์ มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ตลาดมากนัก เนื่องจากในความเป็นจริงเฟดค่อยๆ เพิ่มความเข้มงวดกับนโยบายทางการมาได้สักระยะแล้ว นับตั้งแต่การยุติการใช้คิวอีเมื่อเดือน ต.ค. 2014
แน่นอน นักลงทุนย่อมรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าว และค่อยๆ ปรับรูปแบบการลงทุนมาได้สักระยะแล้ว ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจึงไม่น่าจะสร้างความตกใจให้กับตลาดเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการประกาศลดคิวอีในช่วงกลางปี 2013
ขณะเดียวกัน ตามการคาดการณ์ของสำนักงบประมาณสภาคองเกรส และ ดีน เบเกอร์ ผู้อำนวยการร่วมของศูนย์เศรษฐกิจและวิจัยนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้รัฐบาลวอชิงตันต้องแบกรับภาระการจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินถึง 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 10 ปีข้างหน้า
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของเฟด เนื่องจากมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการตัดสินใจของเฟดในครั้งนี้เยอะมาก แน่นอนว่าทางการสหรัฐย่อมจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในอนาคต แต่ช่วงเวลาใดที่การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากที่สุด ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่เฟดยังไม่ได้ตอบ







