
เกาหลีระทม
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ปีที่แล้วเรือล่มตายไปหลายร้อยคน แต่ความเสียหายยังน้อยกว่าโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมิร์ส ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ทั้งๆ ที่มีคนตายน้อยกว่ามาก และส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ หรือมีโรคอื่นรุมเร้าอยู่แล้ว
เมิร์สเป็นโรคใหม่ที่เพิ่งพบครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อนในตะวันออกกลาง เป็นเชื้อไวรัสตระกูลเดียวกับไข้หวัดทั่วไปและโรคซาร์สเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ที่ทำให้เมิร์สน่ากลัวกว่า คือ อัตราการตายสูงกว่าซาร์ส กล่าวคือ สถิติที่ซาอุดิอาระเบียตายกว่า 30% ในขณะที่สถิติทั่วโลกของซาร์สตายประมาณ 10%
การติดต่อครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นการติดต่อจากอูฐสู่คน โดยกว่าจะหยุดยั้งการระบาดได้ก็มีคนติดเชื้อเกือบ 700 คน และตายเกือบ 300 คน รัฐบาลซาอุดิอาระเบียต้องรณรงค์ไม่ให้ประชาชนสัมผัสอูฐ ไม่ให้กินเนื้ออูฐที่ปรุงไม่สุก และไม่ให้ดื่มปัสสาวะอูฐ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยารักษาได้หลายโรค
การจะกำจัดเชื้อร้ายให้สิ้นซากไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ทราบว่าอูฐตัวไหนมีเชื้ออยู่ในตัวบ้าง อย่างไรก็ตามเดิมประเทศอื่นส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจโรคนี้มากนัก ถือเป็นปัญหาเฉพาะของประเทศที่มีอูฐ
กรณีของเกาหลีจึงเป็นกรณีที่ปลุกชาวโลกให้ตื่นจากความประมาท เพราะเป็นข้อพิสูจน์ว่าการติดต่อจากคนสู่คนไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องของเรื่องอาจเริ่มจากนักธุรกิจเกาหลีคนเดียวที่เดินทางกลับจากตะวันออกกลางโดยมีเชื้อติดตัวมาด้วย เมื่อเกิดอาการป่วยก็เข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาล หลังจากนั้นตัวโรงพยาบาลเองก็กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อ
เกาหลีตรวจพบคนติดเชื้อแล้วร้อยกว่าคน ทุกกรณีเป็นการติดเชื้อจากโรงพยาบาล และทุกกรณีสามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ย้อนหลังไปถึงรายแรก อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกเตือนว่า หลังจากนี้อาจมีตรวจพบการติดเชื้อนอกโรงพยาบาล ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะทำให้ปัญหามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และแก้ไขยากยิ่งขึ้น
ผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างแรงและเร็ว นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการเดินทางแล้วหลายหมื่นคน และในที่สุดตัวเลขรวมน่าจะสูงกว่านี้หลายเท่า ชื่อเสียงของระบบโรงพยาบาลและการสาธารณสุขโดยรวมมัวหมอง ซึ่งเกาหลีเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดการท่องเที่ยวเพื่อบริการทางการแพทย์ รวมทั้งเป็นเจ้าตลาดในเรื่องการผ่าตัดเสริมความงาม
ภายในประเทศ ธุรกิจการค้าและบริการซบเซาลงมาก คนออกนอกบ้านน้อยลง เดินห้างน้อยลง ดูหนังโรงและดูกีฬาในสนามน้อยลง ตลอดจนกินเลี้ยงและพบปะสังสรรค์น้อยลงด้วย
ธนาคารกลางเกาหลีต้องลดดอกเบี้ยลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะยิ่งอ่อนแอหนักขึ้น ในช่วง 2 ปีหลังเศรษฐกิจเกาหลีไม่สดใสนัก การ
ส่งออกชะลอตัว เพราะตลาดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกผู้ผลิตราคาถูกเช่นจากจีนแย่งชิงลูกค้า ส่วนตลาดรถยนต์ก็ถูกญี่ปุ่นหวนกลับมาทวงคืนส่วนแบ่งตลาด
ด้านการเมือง คะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดีหญิง ปาร์กกึนเฮ ลดลงหลายจุด เหลือเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น ปาร์กต้องยกเลิกการเดินทางไปเยือนสหรัฐและพบปะกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา เพื่ออยู่ดูแลโรคระบาดในประเทศ ส่วนสาเหตุที่คะแนนนิยมของเธอลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเกาหลีรู้สึกว่ารัฐบาลเชื่องช้าและแก้ปัญหาอย่างไม่เป็นระบบ ประเทศอื่นที่มีผู้ติดเชื้อก็ไม่เห็นมีการระบาดในวงกว้าง ติดต่ออย่างมากไม่กี่รายก็ควบคุมสถานการณ์ได้
ความผิดพลาดในกรณีของเกาหลี เท่าที่สรุปได้ในขณะนี้มีดังนี้
หนึ่ง โรงพยาบาลและหมอเกาหลีไม่
คุ้นเคยกับการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อ
สอง โรงพยาบาลส่วนใหญ่พลุกพล่าน มีผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมากจนเกือบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล คนป่วย และคนมาเยี่ยมไข้
สาม ที่สำคัญที่สุดคือ ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย มีความพยายามในการปิดบังข้อมูล โดยข้ออ้างของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องคือ เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ส่วนของโรงพยาบาลเพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ และไม่ให้เสียธุรกิจ
บทเรียนทำนองเดียวกันนี้เคยเกิดกับจีนมาแล้วเมื่อมีการระบาดของซาร์สกับไข้หวัดนก ส่วนในบ้านเรา มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเรายังไม่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาดของประเทศอื่น ทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นในระบบการเปิดเผยข้อมูลทั้งของหน่วยงานราชการและของธุรกิจต่างๆ ทั้งนี้ไม่จำกัดเฉพาะด้านสาธารณสุขเท่านั้น
กลับมาเรื่องเมิร์สในเกาหลี ความหวาดกลัวน่าจะยังอยู่ในใจคนที่นั่นไปอีกนาน เพราะโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษา และอัตราการตายสูง ข่าวเกี่ยวกับเมิร์สจะไม่หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์และหน้าจอทีวีอย่างง่ายๆ เพราะเพิ่งตายไปสิบกว่าคน ตามสถิติต้องมีคนทยอยตายเพิ่มอีกหลายคน นอกจากนี้ยังต้องรอดูว่าจะมีข่าวการติดเชื้อนอก
โรงพยาบาลหรือไม่ มีเมื่อไรก็จะฮือฮาด้วยความหวาดกลัวและความสับสนอีกรอบ
อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าความรู้สึกของคนในสังคมกับสถานการณ์จริงสวนทางกัน การระบาดของเมิร์สในเกาหลีน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว จากประสบการณ์ หากป้องกันถูกวิธี โรคนี้จะติดต่อไม่ง่ายนัก สันนิษฐานว่าเชื้อไม่ได้ลอยไปในอากาศ แต่การติดต่อเกิดจากการสัมผัสกับละอองของเหลวจากการไอหรือจามของผู้ป่วย
ในโรงพยาบาลที่ตรวจพบการติดเชื้อมากที่สุด ทราบภายหลังว่ามีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนหนึ่งติดเชื้อและมีอาการป่วยแล้ว แต่ยังทำงานต่ออีกหลายวัน ในระหว่างนั้นได้เข้าใกล้ผู้คนหลายร้อยคน ล่าสุดโรงพยาบาลได้ออกมายอมรับความผิดพลาด พร้อมกับประกาศมาตรการเข้มงวด เช่น ห้ามผู้คนเข้าออกโดยไม่จำเป็น ไม่รับผู้ป่วยใหม่ และหยุดให้บริการยกเว้นกรณีฉุกเฉิน
ความมั่นใจในสถานการณ์ทำให้เริ่มมีการลดจำนวนผู้ถูกกักตัว ซึ่ง ณ จุดสูงสุดมีจำนวนเกือบห้าพันคน นอกจากนี้โรงเรียนที่ถูกสั่งปิดก็เริ่มทยอยเปิดสอนนักเรียนตามปกติอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับสาวไทยที่มีโปรแกรมไปผ่าตัดเสริมความงามที่นั่น และต้องยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางออกไป เชื่อว่ายอมทนไม่สวยอีกไม่นาน โรงพยาบาลเกาหลีก็จะกลับมาปลอดเชื้ออีกครั้งหนึ่ง







