
ปั๊มผลงานโชว์บิ๊กตู่
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) กลายเป็นแม่น้ำเพียงสายเดียวที่มีความวุ่นวายมากที่สุด
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) กลายเป็นแม่น้ำเพียงสายเดียวที่มีความวุ่นวายมากที่สุด จนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายเข้ามาจัดการเพื่อเป็นการยุติปัญหา
เดิมทีมีการคาดการณ์กันว่า “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” น่าจะเป็นแม่น้ำที่อุดมไปด้วยปัญหามากที่สุด หลังจากเกิดความแตกต่างกันทางความคิดภายในกันอย่างสุดขั้ว
ถึงขั้นที่มีคนในรัฐบาลต้องส่งสัญญาณผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “อย่าเหาะเกินลงกา” ซึ่งเป็นสำนวนที่เปรียบเปรยว่าไม่ควรทำอะไรที่มันเกินพอดี ไปจนถึงการประกาศลาออกจากตำแหน่ง กมธ.ยกร่างฯ ของบางคน แต่จนแล้วจนรอดคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็สามารถหาทางประนีประนอมและผ่านสถานการณ์ความขัดแย้งมาได้
สำหรับกรณีของ สปช.นั้น คสช.แก้ไขด้วยวิธีเด็ดขาดสไตล์ทหารด้วยการยุบทิ้ง
โดยร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ คสช.และรัฐบาลเขียนมาได้กำหนดให้ สปช.ต้องสิ้นสุดลง ไม่ว่า สปช.จะลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม จากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติให้ สปช.ต้องทำกฎหมายที่สำคัญร่วมกับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อไป ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ
การนำการแก้ไขปัญหาภายใต้แนวคิด “ล้มกระดาน” มาใช้ของ คสช. สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภายใน สปช.เกินเยียวยาอย่างแท้จริง เพราะหากปัญหา สปช.ยังไม่เกินเยียวยา คสช.ก็ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงจัดการ แต่เมื่อฝี สปช.แตกออกมา คสช.จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยุบทิ้ง
มองลึกลงไปในปัญหาของ สปช.จะพบว่ามีสาเหตุมาจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ส่วนหนึ่งมาจากการที่ คสช.กำหนดให้ สปช.มีที่มาที่หลากหลายและแตกต่างกันถึง 11 ด้าน
ตอนแรกความหลากหลายยังไม่ก่อปัญหาอะไรมากมายนัก แต่นานไปกลับกลายเป็นว่าเกิดการรวมตัวและแบ่งกลุ่มก๊วน
หากจะจำแนกกลุ่มก๊วนใน สปช. สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มข้าราชการ 2.กลุ่มองค์กรภาคประชาชนหรือเอ็นจีโอ 3.กลุ่มอดีตนักการเมือง 4.กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง 5.กลุ่มนักวิชาการ และ 6.กลุ่ม สปช.จังหวัด
พอสภาพของการแตกเหล่าแตกกอเกิดขึ้นมาใน สปช. ทำให้แต่ละกลุ่มต่างมุ่งหน้านำเสนอประเด็นการปฏิรูปตามที่ตัวเองต้องการเป็นหลัก อาจเรียกได้ว่าเกิดภาวะ “อีโก้” ครั้งใหญ่
เป็นสภาพที่ต่างคนต่างคิดว่าเรื่องของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ขาดการจัดลำดับความสำคัญว่า สปช.ควรทำเรื่องไหนก่อนเป็นลำดับแรก หรือควรเร่งจัดทำกฎหมายในเรื่องใดก่อนหรือหลัง ส่งผลให้กว่า 7 เดือนที่ผ่านมา สปช.ไม่ค่อยมีผลงานออกมาเป็นรูปธรรมมากนัก
ในเมื่อ สปช.เข้าสู่โหมดนับถอยหลัง แน่นอนว่านับจากนี้ไป สปช.จะต้องเร่งสร้างผลงานออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในนามของคณะ กมธ. สปช. หรือในนามปัจเจกบุคคล เพื่อหวังจะได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีที่นั่งให้ถึง 200 ตัว ซึ่งอำนาจการเลือกว่าจะให้ใครมานั่งในสภาแห่งนี้เป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ดังจะเห็นได้จากการปรากฎตัวของกลุ่ม สปช.จำนวน 12 คนที่มีชื่อว่า “กลุ่มรักชาติ” ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดการสร้างกาสิโนในประเทศไทย แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าข้อเสนอต้องถูกโยนทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าสภาก็ตาม
ทั้งนี้ ภายในกลุ่ม สปช.เองก็ได้มีการประเมินกันว่าหลักเกณฑ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกสมาชิก สปช.จำนวนหนึ่งเข้าไปอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ จะมีอยู่ 3 ประการ ดังนี้
1.การลงชื่อเข้าประชุม สปช.ในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นดัชนีชี้วัดว่าสมาชิก สปช.คนใดให้ความใส่ใจกับการทำงานในสภาขนาดไหนและอย่างไร ถ้าลงชื่อว่าตัวเองเข้าประชุมบ่อย ก็ย่อมมีโอกาสได้กลับมาทำงานมากกว่าคนที่ขาดประชุมเป็นประจำ
2.การลงมติแต่ละเรื่องในสภา ตรงนี้อาจไม่ได้วัดจากการลงมติว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่จะตรวจสอบจาก “การแสดงตนเพื่อลงมติแต่ละครั้งในสภา” เพราะมีหลายครั้งที่สมาชิก สปช.จะแค่เซ็นชื่อเข้าประชุม แต่ไม่ค่อยใส่ใจเข้าไปร่วมประชุมในห้องประชุม และไม่แสดงตนเพื่อลงมติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เท่ากับว่าหากใครมีพฤติกรรมไม่ชอบลงมติย่อมมีสิทธิไม่ได้ไปต่อ
3.ทัศนคติที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานปฏิรูปประเทศในอนาคต โดยจะพิจารณาจากการแสดงทัศนคติและแนวคิดการปฏิรูปของสมาชิก สปช.ที่ผ่านการอภิปรายใน สปช. คณะ กมธ. หรือแม้แต่สื่อมวลชน หลักการดังกล่าวไม่ได้ยึดถือว่าใครที่เห็นด้วยกับ คสช.เป็นหลัก แต่ คสช.จะพิจารณาว่าใครที่มีความคิดไม่สุดโต่งเกินไป เนื่องจากที่ผ่านมามี สปช.หลายคนแสดงทัศนะด้านการปฏิรูปที่สร้างความขัดแย้งในทางการเมือง ถ้า คสช.เอาคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้เข้ามาอีกย่อมก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีในอนาคต
ดังนั้น เวลาที่เหลืออยู่อีกประมาณ 2-3 เดือนของ สปช. คนไทยทั้งประเทศอาจจะได้เห็นการทำงานในเชิงปริมาณ แต่เรื่องคุณภาพเป็นอีกเรื่องที่ต้องไปวัดกันในอนาคต







