
ปฏิวัติซ้อน​แผนสกัดน้องบิ๊กตู่นั่งผบ.ทบ.
ปฏิวัติซ้อน กลายเป็นกระแสที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เรื่อยมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปฏิวัติซ้อน กลายเป็นกระแสที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เรื่อยมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557
แม้ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้ยากเมื่อ “เอกภาพ” ภายในกองทัพยังเหนียวแน่น แถม คสช.ยังระมัดระวังปัญหาแทรกซ้อน พยายามปิดช่องโหว่ด้วยการส่ง “มือไม้” ที่ไว้ใจได้ไปนั่งในตำแหน่งสำคัญคุมไว้อีกชั้นหนึ่ง
ส่วนคนที่ถูกระแวงว่าเป็นคนของขั้วอำนาจเก่าถูกเข่ี่ยพ้นตำแหน่งคุมกำลังหลัก ปิดทุกทางไปสู่การปฏิวัติซ้อน
อีกด้านยังกระชับระยะห่างระหว่างกองทัพกับ คสช. ดึงผู้นำเหล่าทัพถูกดึงมานั่งใน คสช. ครม. ไปจนถึงตำแหน่งอื่นๆ ในกองทัพที่ถูกวางตัวกระจายอยู่ในแม่น้ำทั้ง 5 สาย ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่อยไปจนถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
แต่กระแสปฏิวัติซ้อนและคลื่นใต้น้ำยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ปรากฏรอยร้าวในกองทัพ และในช่วงบรรยากาศบ้านเมืองสับสนวุ่นวาย
เร่ิมตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ช่วงชิงดำตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนที่ 38 ระหว่าง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่แข่งกันดุเดือด ต่อเนื่องช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่ง บิ๊กจิ๋ว-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกมาเตือนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ขอเตือนตรงๆ ในปีหน้า รัฐบาล คสช.เผชิญปัญหาภาระหนักๆ หลายเรื่องทั้งวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกมากระทบภายในประเทศ และปัญหาการเมืองมาซ้ำเติมส่อเค้าวุ่นวายจากรัฐธรรมนูญใหม่ ระวังเกิดปฏิวัติซ้ำ”
ล่าสุด กระแสปฏิวัติซ้อนในโซเชียลมีเดียขยายวงหนักขึ้นจน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และโฆษกกองทัพบก ต้องออกมาสยบข่าวชี้แจงว่าความพยายามของคนบางกลุ่มที่ต้องการสร้างความสับสน
“ปัจจุบันการทำงานของหน่วยงานราชการทั้งหมดและทุกเหล่าทัพ มีความสามัคคีและแน่นแฟ้น ทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลและ คสช. รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นสังคมอย่าให้ความสำคัญกับข่าวที่
ไม่เป็นความจริง และระมัดระวังการบริโภคข่าวสาร ไตร่ตรองให้รอบคอบ และอย่าหลงเชื่อข้อความที่ไม่เป็นความจริง”
แต่หากวิเคราะห์ลึกๆ แล้ว กระแสปฏิวัติซ้อนที่ถูกจุดประเด็นขึึ้นมาในช่วงนี้ คล้ายจะเป็นสัญญาณที่ส่งออกมาเพื่อตีกัน บิ๊กติ๊ก-พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนที่ 39
เมื่อประเมินแล้วศึกชิงดำรอบนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงในกองทัพมากกว่าเมื่อครั้ง พล.อ.อุดมเดช-พล.อ.ไพบูลย์ ยิ่งหากในกรณี พล.อ.ปรีชา ก้าวสู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ต้องยอมรับว่าเส้นทางสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของ พล.อ.ปรีชา ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งถูกดันเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ที่ถือเป็นบันไดก้าวสำคัญ และทำให้กลายเป็น “ตัวเต็ง” เบียด บิ๊กหมู-พล.อ.ธีรชัย นาควานิช โค้งสุดท้าย
ทั้งที่หากเทียบฟอร์มแล้ว พล.อ.ธีรชัย ดูจะมีภาษีเหนือกว่าทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.14 กับ พล.อ.อุดมเดช แถมยังเป็นสายตรงบูรพาพยัคฆ์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และถือเป็นสายตรง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขณะที่ พล.อ.ปรีชา ตท.15 เติบโตมาจากแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งตามไลน์ปกติแล้วแทบจะไม่มีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ดังนั้น หาก พล.อ.ปรีชา ก้าวมาเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแรงกระเพื่อมในกองทัพ อีกทั้งหากไม่มีคำอธิบายท่ี่ชัดเจนนอกจากเหตุผลเรื่องสถานะน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมอาจทำให้รอยร้าวบานปลายกลายเป็นความปั่นป่วน
แต่อีกด้านหนึ่ง คสช.จำเป็นต้องสร้างหลักประกันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงหลังเสือ คสช. ว่าทุกอย่างจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามโรดแมปที่วางไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ทุกอย่างเสียของ หรือถูกไล่เช็กบิลภายหลัง
ดังนั้น จำเป็นต้องหาคนที่ไว้ใจได้มารับไม้ต่อในกองทัพเพื่อเป็นแรงหนุนให้คสช.ฟันฝ่าอุปสรรคในช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2559 ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ทั้งเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ เลือกตั้ง แต่ละเรื่องล้วนสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ความปั่นป่วน ยังไม่รวมกับแนวคิดเรื่องต่ออายุ 2 ปี
ปัจจัยเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ คสช.ต้องคิดหนักและยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







