เปิดข้อเสนอปฏิรูปการเมืองสปช.
กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงข้อเสนอ หนุนไพรมารี่โหวต เสนอเพิ่ม 7 เสือ กกต. คุมเลือกตั้ง ชงควบรวม กสม.-ผู้ตรวจ เพื่อความสะดวกประชาชน
กมธ.ปฏิรูปการเมืองชงข้อเสนอ หนุนไพรมารี่โหวต เสนอเพิ่ม 7 เสือ กกต. คุมเลือกตั้ง ชงควบรวม กสม.-ผู้ตรวจ เพื่อความสะดวกประชาชน
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ณ รัฐสภา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ซึ่งมีสาระสำคัญในการนำเสนอ เริ่มจากขอเสนอให้มีการจัดตั้งสมัชชาพลเมือง ที่มีสมาชิกไม่เกิน 250 คน จำแนกเป็น 3 ประเภท ประเภทแรก คือ สมัชชาพลเมืองระดับตำบล ประกอบด้วย 1. บุคคลหรือตัวแทนจากองค์กรในพื้นที่ 2. หน่วยงานรัฐในพื้นที่และ 3. กลุ่มองค์กรในพื้นที่ ประเภทที่ 2 สมัชชาพลเมืองระดับจังหวัด มาจากการคัดเลือกของสมัชชาพลเมืองระดับตำบลละ 1 คน โดยการเลือกกันเอง และ ประเภทที่ 3 สมัชชาพลเมืองระดับชาติ ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 68 คน สมัชชาพลเมืองระดับจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสมัชชาพลเมืองเชิงประเด็นปฏิรูป 11 ด้าน ด้านละ 10 คน รวม 110 คน
ทั้งนี้สมัชชาพลเมืองมีหน้าส่งเสริมประชาชนแสดงความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย รวมทั้งเข้าถึงกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย กฎ และโครงการต่างๆ ที่กระต่อชีวิตและชุมชนในทุกระดับ อีกทั้งยังมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีในปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะและการบริหารราชการแผ่นดิน
นอกจากนั้นแล้วยังได้นำเสนอการปฏิรูปพรรคการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง โดยส่งเสริมระบบพรรคการเมืองหลายพรรค ที่ไม่มีกลุ่มการเมืองเพราะยากต่อการควบคุมและอาจถูกโน้มน้าวไปในทางไม่ก่อประโยชน์ รวมถึงเสนอให้ปฏิรูปการบริหารพรรคการเมือง โดยผู้บริหาร คณะกรรมการบริหาร มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก และผู้สมัครเป็นคณะกรรมการบริหารจะต้องเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย 1 ปี ขณะที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของสมาชิกพรรคในพื้นที่ (Primary Vote) และมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี ส่วนกรณีการยุบพรรคการเมือง จะกระทำได้เฉพาะกรณีทำกระทำผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลยุติธรรมเท่านั้น
สำหรับการปฏิรูปการเลือกตั้ง คณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง สรุปข้อเสนอแนะที่มีต่อระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ว่า ระบบดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะไม่มีพรรคที่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดรัฐบาลผสมที่ช่วยลดความแตกแยก แต่ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพเฉพาะการเลือกตั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคเท่านั้น ทั้งนี้พึงระวังพรรคการเมืองอาจร่วมมือกันในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ได้จำนวน สส. ในภาพรวมเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้วควรกำหนดจำนวน สส. แบบเขต และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองไทย และควรส่งเสริมให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพราะไม่ว่าจะออกแบบการเลือกตั้งอย่างไร นักการเมืองไทยก็พร้อมปรับตัวให้ได้รับชัยชนะได้เสมอ
ส่วนการปฏิรูปที่มา คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของ สส. เป็นอีกหนึ่งในสาระสำคัญของการปฏิรูปการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอให้มีการคัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง (Primary Vote) และควรจัดให้มี สส. จากกลุ่มวิชาชีพ และชาติพันธ์ รวมถึงกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นหลักฐานสำเนาการเสียภาษีให้รัฐย้อนหลัง 5 ปี ในวันสมัคร รวมถึงแสดงตัวต่อสาธารณชนโดยจดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้ง 1 ปี
ทั้งนี้ในการปฏิรูปองค์กรอิสระ คณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูป กกต. โดยเสนอให้ กกต. มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง เลื่อนวันเลือกตั้ง หรือวันลงคะแนนในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้ กกต. มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ส่วนกรณีหลังประกาศผลหากสืบสวนพบการทุจริตให้ กกต. ยื่นคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์กลางเพื่อเพิกสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต (ใบแดง) ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ กกต. ได้เช่นกัน
นอกจากนั้นแล้วยังเสนอให้มีปฏิรูปการสรรหาบุคคลที่เจ้าเข้าดำรงตำแหน่ง กกต. โดยเสนอปรับคณะกรรมการสรรหา กกต. ซึ่งมีที่มาดังนี้ 1. ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน 2. ตัวแทนที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 2 คน 3. ประธานรัฐสภา 1 คน 4. ผู้นำฝ่ายค้าน 1 คน 5. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการแห่งประเทศไทย 3 คน และเลือกตั้งเอง 1 คน 6. ตัวแทนจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ 2 คน 7. ตัวแทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 2 คน และ 8. ตัวแทนจากที่ประชุมกรรมการสภาวิชาชีพตามกฎหมาย 2 คน
อย่างไรก็ตามเสนอให้เพิ่มจำนวน กกต. จาก 5 คนเป็น 7 คน เพื่อความคล่องตัวในการทำหน้าที่ รวมถึงแก้ไขคุณสมบัติของ กกต. ที่อยู่บนประสบการณ์หรือผลงานที่ผ่านมาประกอบอีกด้วย
สำหรับประเด็นในการปฏิรูปองค์กรตรวจสอบภาครัฐที่สำคัญ อาทิ ข้อเสนอให้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีอำนาจตรวจสอบองค์กรไม่แสวงกำไร และธุกิจหรอผู้ประกอบการวิชาชีพที่ไม่ใช่สภาบันการเมือง โดยกำหนดให้องค์กรดังกล่าวมีหน้าที่รายงนการทำธุรกรรมและอยู่ในกำกับของ ปปง. , ข้อเสนอให้ควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะประชาชนจะได้รับความสะดวกในการยื่นเรื่องและดำเนินการมากกว่า , ข้อเสนอให้สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจส่งเรื่องไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องร้องต่อศาล โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเสนอให้นำคณะกรรมการป้องกันการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ไปอยู่ภายใต้กำกับ ป.ป.ช. โดยแยกโครงสร้างองค์กรเป็น 2 แท่ง คือ 1. นักการเมืองและเอกชนที่ทุจริต และ 2. ข้าราชการและนักการเมืองที่ทุจริต ส่วนการปราบปรามควรมีหน่วยงานชำนาญการเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นต้น







