
ชาวนาร้องรัฐช่วยแล้งไร่ละ3พัน อีสานทำฝนหลวงถึงเดือนต.ค.
สถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงกลางเดือน ก.ค. ทำให้ชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งภาคเหนือและภาคกลางรวม 22 จังหวัด
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงกลางเดือน ก.ค. ทำให้ชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งภาคเหนือและภาคกลางรวม 22 จังหวัด ต้องเลื่อนการทำนาปีออกไป ซึ่งหมายถึงต้องขาดรายได้ หลังจากก่อนหน้านี้กรมชลประทานประกาศห้ามการทำนาปรังไปรอบหนึ่งแล้ว
เสมียน หงษ์โต ประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลาง เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือเกษตรกร
“ขณะนี้ชาวนากำลังจะตายกันหมดแล้วเพราะทำนาไม่ได้ ไม่มีรายได้ เงินที่รัฐบาลช่วยเหลือก็อยู่กันไม่ได้ อย่างน้อยต้องช่วยไร่ละ 3,000 บาท รายละ 20 ไร่เป็นอย่างน้อย ที่ผ่านมานั้นชาวนารับไม่ได้ อยู่ไม่ได้ กำลังจะอดตายกันแล้ว”
ด้าน พรม บุญมาช่วย ประธานสภาเกษตรกรสุพรรณบุรี ก็เห็นว่ามาตรการก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลช่วยเหลือชาวนาในช่วงหน้าแล้งไร่ละ 1,000 บาทนั้น เหมือนดูถูกชาวนา เหยียบชาวนาให้จมดิน
“ช่วยเหลืออย่างที่ผ่านมาไม่ต้องช่วยเหลือดีกว่า จะทำอย่างไร ช่วยเหลืออย่างไรเพื่อให้ชาวนาอยู่รอดได้ในช่วงนี้ ตอนนี้ชาวนาเปรียบเสมือนผีซ้ำด้ำพลอยตกระกำลำบากที่สุดก็คราวนี้”
อย่างไรก็ตาม แม้ช่วง 2 วันที่ผ่านมาจะเกิดฝนตกในพื้นที่ภาคกลางบ้างเล็กน้อย แต่ ปราโมทย์ อ่อนน้อม ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาชัยนาท-อุทัยธานี ก็แจ้งเตือนเกษตรกร ว่า ฝนที่ตกลงมาเป็นเมฆฝนกำลังอ่อน ทำให้มีปริมาณไม่มากและตกไม่นาน ในระยะนี้อาจจะมีฝนตกลงมาบ้างประปรายไปจนถึงช่วงปลายเดือน มิ.ย. ฝนจะเริ่มทิ้งช่วงหายไป และจะกลับมาตกอีกครั้งประมาณกลางเดือน ก.ค. จะมีฝนตกหนักและชุกในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. โดยในปีนี้ฤดูฝนจะไปสิ้นสุดประมาณปลายเดือน ต.ค. และจะเข้าสู่หน้าหนาว ภาพรวมปริมาณฝนปีนี้จะน้อยกว่าปี 2557 ที่ผ่านมาประมาณ 15%
ด้าน เอกสิทธิ์ ศักดีธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ก็เตือนว่า ฝนที่ตกลงมาในระยะนี้มีปริมาณน้อย ไม่ช่วยเติมปริมาณน้ำในเขื่อนได้ ทำให้น้ำต้นทุนยังไม่เพียงพอที่จะให้ทำนาเพิ่มเติมจากเดิมได้ ขอให้เกษตรกรชะลอการทำนาออกไปก่อน และให้ติดตามประกาศของกรมชลประทานต่อไป
ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งยังมีพื้นที่ 8 จังหวัด 61 อำเภอ ประกอบด้วย จ.สกลนคร นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ขอนแก่น อํานาจเจริญ หนองบัวลําภู และสุรินทร์ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ได้ปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนอีกครั้ง
สินชัย พึ่งตำบล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า สาเหตุของฝนทิ้งช่วงเกิดจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ไม่สามารถเคลื่อนผ่านเทือกเขาดงพญาเย็น หรือผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 5 เขาใหญ่-ทับลาน ทำให้เกิดฝนตกในเขต จ.ปราจีนบุรี เป็นส่วนใหญ่ จะต้องใช้เทคนิคพิเศษให้เกิดการยกตัวของเมฆที่มีความชื้นลอยข้ามเขาใหญ่ เพื่อให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมาย นอกจากจะช่วยพื้นที่เพาะปลูกที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง และเติมน้ำลงในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง
“ได้เตรียมเครื่องบิน AU-23 จำนวน 2 ลำ และเครื่องบิน BT-67 จำนวน 1 ลำ ขึ้นปฏิบัติการโจมตีกลุ่มเมฆ เฉลี่ยวันละ 6 เที่ยวบิน ตามกำหนดถึงกลางเดือน ต.ค. รวม 244 วัน”
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ ว่า มีพื้นที่ประสบภัย 27 จังหวัด 207 อําเภอ 1,172 ตําบล 10,627 หมู่บ้าน แยกเป็นภาคเหนือ 8 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก รวม 8 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด
ขณะที่กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำท่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักทุกสายในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์น้อย และมีแนวโน้มลดลง
ด้านเขื่อนใหญ่ 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล กั้นแม่น้ำปิงที่ จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ กั้นแม่น้ำน่านที่ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งเติมน้ำเข้าแม่น้ำน่าน ที่ จ.พิษณุโลก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กั้นแม่น้ำป่าสักที่ จ.ลพบุรี มีปริมาตรน้ำรวมกัน 1,310 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระบายน้ำรวมกันวันละ 35.59 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเติมน้ำในเขื่อน เขื่อนทั้ง 4 แห่งมีน้ำระบายออกเพื่อหล่อเลี้ยงระบบนิเวศในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้อีกเพียง 36 วัน







