
อย่ากดให้ทุกอย่างนิ่ง สุดท้ายประชาชนจะอดอยาก
"หลักคิดสำคัญของการเป็นผู้นำที่ดี คือ ทำอย่างไรให้คนในประเทศมีความสุข มีรายได้ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่คิดแต่ว่าจะกดให้ทุกอย่างสงบ แล้วประชาชนอดอยาก"
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
"หลักคิดสำคัญของการเป็นผู้นำที่ดี คือ ทำอย่างไรให้คนในประเทศมีความสุข มีรายได้ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่คิดแต่ว่าจะกดให้ทุกอย่างสงบ แล้วประชาชนอดอยาก" พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ก่อนจะฉายภาพอนาคตประเทศไทย หลังจากกลุ่มสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีแนวคิดเสนอต่ออายุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกไปอีก 2 ปี ผ่านการทำประชามติที่จะถึงต้นปีหน้า
อดีต รมว.พลังงาน เริ่มบทสนทนาว่า หากประเทศไทยยังอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเทศไทยน่าเป็นห่วงมาก เพราะดูจากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ความมั่นใจของผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ขณะเดียวกันความมั่นใจในภาคอุตสาหกรรมก็ต่ำสุดใน 7 เดือน สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า ตั้งแต่ต้นปีมานี้แทบจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่เกินกว่า 5,000 ล้านบาท ในประเทศไทยเลย
ขณะที่การส่งออกที่เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศกลับติดลบ หรืออยู่ที่ -4.69% ในไตรมาสแรก ทำให้เชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะเป็นบวกขึ้นมาได้ยาก ส่วนภาวะเงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 5 เดือน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ถึงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะบอกว่ายังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด แต่รัฐบาลต้องถามคนในประเทศว่าฝืดหรือไม่
พิชัย เสนอแนะแนวทางการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ ว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องพัฒนาตัวเองเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเดิมก็เริ่มจะเสื่อมถอย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ หรือโทรทัศน์จอแบน มือถือสมาร์ทโฟน และในส่วนเครื่องยนต์ที่เป็นอนาคตของประเทศไทย ก็ปรากฏว่าผู้ผลิตรายใหญ่ขยายฐานการผลิตไปที่ประเทศอื่นมากกว่าที่จะลงทุนในประเทศไทยเป็นหลัก
ทั้งนี้ เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันได้ในเรื่องต้นทุน ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งสะท้อนกับอนาคตว่าเราควรจะไปทางไหน และการที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องต้นทุน โดยบอกว่าจะเลิกนโยบายค่าแรง 300 บาท ต้องถามว่าจะให้คนมีรายได้น้อยลงอย่างนั้นหรือ แนวคิดนี้เป็นการแก้ปัญหาผิดทาง การที่คุณก้าวขึ้นไปไม่ได้ แต่ยังกลับจะถอยหลังกลับมาอีก สะท้อนว่ารัฐบาลล้มเหลว
รัฐบาลเฉพาะกาลทำให้เศรษฐกิจดียาก
พิชัย แจงปัญหาที่รัฐบาล คสช.จะต้องพบเจอในอนาคต หากคิดจะขยายโรดแมปออกไปว่า ได้พูดมาตลอดว่าให้รัฐบาลและ คสช.กำหนดวันเลือกตั้งมา ไม่ใช่ติดใจแล้วจะไปต่อ โดยไม่สนใจว่าเศรษฐกิจการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไร หากมีการกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน จะได้มีโอกาสไปเจรจาเขตการค้าเสรีได้กับต่างประเทศได้มากกว่านี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่ไม่มีการลงทุน เนื่องจากเราเจอปัญหาการกีดกันทางการค้า เช่น การยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) ของกลุ่มประเทศอียู
นอกจากนี้ ยังเจอปัญหาอื่นๆ อีก เช่น มาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) การค้ามนุษย์ที่สหรัฐจัดให้ไทยอยู่ในระดับต่ำสุด โดยเฉพาะปัญหากลุ่มคนโรฮีนจาที่พบในไทย ปัญหาการประมงจากกลุ่มประเทศอียู ซึ่งโอกาสที่ประเทศไทยจะโดนลงโทษในเรื่องดังกล่าวเป็นไปได้สูง ปัจจัยปัญหาทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะส่งผลรุนแรงกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีก
กระแสสังคมที่มองมุมกลับผ่านโพลหลายสำนักที่ว่า คสช.บริหารประเทศสามารถแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น เพราะใช้อำนาจพิเศษ ต่างจากรัฐบาลเลือกตั้งที่ต้องแก้ตามขั้นตอนและติดระบบราชการ พิชัย ชี้แจงว่า การเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล ตราบใดที่ความมั่นใจการลงทุนจากต่างประเทศไม่มี ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เราต้องมองในภาพรวมของสัญญาณต่างๆ ที่แย่ลง ต้องทำสิ่งที่ผลักดันประเทศให้มีรายได้สูงขึ้น และต้องพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ขณะนี้บ้านเมืองเราไม่สามารถเดินไปสู่จุดนั้นได้
สำหรับวิธีสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ ต้องดูโมเดลประเทศเยอรมนีที่เป็นศูนย์กลางของอียู มีความมั่งคั่ง เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางการผลิต ศูนย์กลางการส่งออก ศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางการให้บริการ ศูนย์กลางการคมนาคมติดต่อสื่อสาร ศูนย์กลางการเงินการธนาคาร ฯลฯ เยอรมนีรวยอยู่คนเดียว เพราะเยอรมนีสามารถสร้างความมั่นใจได้ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ประเทศเราสามารถเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ แต่กลับเสียโอกาสเหล่านั้นไปเพราะเรื่องการเมือง การลงทุนที่มีก็ถูกย้ายไปประเทศเพื่อนบ้านหมด
“ความสูญเสียของไทย นั่นคือประโยชน์ของเพื่อนบ้าน ตอนนี้เพื่อนบ้านเจริญและไปไกลมากแล้ว เราต้องเปิดวิสัยทัศน์ดูกรอบการพัฒนาของโลก จะมามัวคิดแต่การพัฒนาแบบไทยๆ ไม่ได้ ถ้าโลกไม่เชื่อถือเรา มาคิดเอง ทำเอง ทำไม่ได้ ถ้าเรายิ่งช้าจะยิ่งเสียโอกาส เพราะการลงทุนต้องใช้เวลา ไทยเราได้เปรียบมีความพร้อมหมด แต่กลับมีปัญหาการเมืองทำให้ทุกอย่างสะดุด”
อดีต รมว.พลังงาน สำทับข้อห่วงใยเรื่องเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ว่า สิ่งที่ห่วงสุดคือการที่ไทยไปเชื่อมรับรัสเซียกับจีน ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารัสเซียมีปัญหาเยอะมากโดยเฉพาะเศรษฐกิจ การที่บอกว่าสหรัฐอเมริกาไม่ชอบไทยแล้วไปเข้าหารัสเซียไม่น่าจะถูกต้อง เพราะจะทำให้ประเทศไทยเจอปัญหาเพิ่มขึ้น เราอย่ามองข้ามความสามารถของสหรัฐอเมริกา เพราะเศรษฐกิจ การเมือง เขาเป็นมหาอำนาจ และรัสเซียที่พังเพราะสหรัฐอเมริกาจัดการ แล้วประเทศเราเล็กนิดเดียว เราต้องพึ่งส่งออก ถ้าส่งออกไม่โตอนาคตจะไม่ก้าวหน้า บางคนเข้าใจผิดที่เราจะพึ่งตัวเองได้ เราต้องเข้าใจเศรษฐกิจโลกด้วย
เลิกวิธีคิด กีดกันคนรวย
พิชัย ระบุว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเร่งทำจีดีพีให้โตแล้วนำมากระจาย ทำให้บริษัทที่อยู่ในประเทศไทยให้รวยยิ่งขึ้น ยิ่งมีคนรวยยิ่งดี ไม่ใช่ไปคิดที่จะกีดกันคนรวย เพราะจะได้เกิดการกระจายรายได้ วันนี้คนจน ทั้งชาวนา ชาวไร่ กรรมกร รายได้ลดลง ตรรกะความคิดเก็บภาษีคนรวย แทนที่เขาจะคิดทำมาหากินอย่างไรให้เขารวยขึ้นส่งเสริมอย่างไร กลับต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่คนรวยจะต้องเสียภาษี ทั้งที่ดิน มรดก แล้วเขาจะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องทำธุรกิจ ต้องคิดแต่เรื่องคำนวณเสียภาษี จะคิดแต่โยกย้ายทรัพย์สินอย่างไร
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศที่ร่ำรวยที่สุดคือประเทศสิงคโปร์ ที่รอรับเงินไทย เพราะรู้ว่าเศรษฐีไทยไม่เสียภาษีอยู่แล้ว แล้วจะโอนเงินไปสิงคโปร์ ซึ่งก็จะเกิดปัญหาภายหลัง ส่วนคนจนก็จะแย่ เพราะจะล้มเลิกค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท แล้วแบบนี้ประเทศจะอยู่ยาก
กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เหตุที่ปัญหาหลายเรื่องยังไม่สามารถแก้ได้ทันใจ เพราะปัญหาของประเทศไทยถูกหมักหมมมานานนั้น อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกทั้งหมด รัฐบาลเองอาจมองเห็นปัญหาไม่ชัด ต้องรับฟังสิ่งที่คนอื่นหรือต่างประเทศเขามองสะท้อนประเทศไทยออกมาด้วย
พิชัย บอกว่า วันนี้ต่างชาติจัดปัญหาของไทย อันดับ 1 คือ ความไม่มั่นคงของรัฐบาลและเกิดการปฏิวัติ อันดับ 2 คือ นโยบายไม่คงที่ ถ้าไปดูประเทศที่มีการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจดี แนวความคิดดี มีรัฐบาลเป็นที่ยอมรับของประชาชนอยู่ได้นาน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่ต่างกับประเทศเรา รัฐบาลอยู่ได้ 1-2 ปีก็ล้ม ไม่นานก็มีปฏิวัติ
“สิ่งที่นายกฯ พูดว่าปัญหาประเทศไทยหมักหมมมานาน ต้องดูว่าเกิดจากปัจจัยทางการเมืองเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาทางปฏิบัติเศรษฐกิจไม่เหมือนการเมืองที่จะโจมตีให้จากดีกลายเป็นเลวได้ เศรษฐกิจคือเงินในกระเป๋าที่โกหกไม่ได้ และเศรษฐกิจกับการเมืองไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ ถ้าทำการเมืองให้ต่างประเทศมั่นใจเศรษฐกิจก็จะเดินได้เช่นกัน ตอนนี้เงื่อนไขอยู่ที่การเมือง
...ถ้าจะอยู่นานก็บอกมาตรงๆ ผมเข้าใจว่าเขามีอำนาจ เขามีปืน แต่จะทำยังไงให้สังคมโลกยอมรับ นี่ผมมองในประโยชน์ของประเทศ อย่างไรก็ตามระบบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่แย่น้อยสุด ประเทศไทยตอนนี้เหมือนกับที่เปิดน้ำอุ่นใส่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ตายเพราะน้ำเริ่มร้อนขึ้น เหมือนประเทศเสื่อมไปเรื่อยๆ เช่นกัน”
เก่งแค่ไหนก็แก้เศรษฐกิจไม่ได้
ช่วงที่ผ่านมา มีกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนทีมเศรษฐกิจ เรื่องนี้ พิชัย เห็นว่า ต่อให้คนทำงานเก่งแค่ไหนก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจยุคนี้ยาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกเองว่าชวนคนเก่งก็ไม่มา เพราะเขารู้ว่าโจทย์ข้อใหญ่ คือ เงื่อนไขต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกก็เสื่อม กลายเป็นผีซ้ำด้ำพลอย พอได้ใครที่มาทำแล้วไม่เป็นงานเศรษฐกิจเลยแย่ลงไปกว่าเดิม
“ลองคิดดูว่าที่ผ่านมา 1 ปีที่ผ่านมาผลงานผลงานของรัฐบาลคืออะไร ราคาหวย 80 บาทอย่างนั้นหรือ แล้วแบบนี้เศรษฐกิจจะฟื้นไหม หรือเรื่องภาษีคนจะตายหมดแล้ว บริษัทก็จะเจ๊งยังไปไล่บี้เรื่องภาษีอีก
...การเป็นผู้นำ คือทำอย่างไรให้คนในประเทศมีความสุข มีรายได้ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่คือหลักคิดสำคัญ จะมัวแต่ไปคิดเรื่องความสงบนั่นอีกเรื่อง แต่ถ้าประชาชนในประเทศไม่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่มีรายได้ ถ้าบอกว่าคุณต้องการกดให้ทุกอย่างสงบนิ่ง แต่ประชาชนอดอยาก ทำได้หรือไม่
...เราต้องคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอะไร คนในประเทศต้องนั่งคิด ทำไมทั่วโลกเขาไม่มีปัญหา ประชาชนเขาเลือกพรรคไหน เขาก็ให้พรรคนั้นทำงานไป ถ้าทำไม่ดีก็เขาเลือกผิดเอง แต่ทำไมของเราต้องมีระบบที่ว่าไม่พอใจเมื่อไหร่ต้องรีบหาวิธีการเปลี่ยน ถ้าเราปล่อยให้ระบบประชาธิปไตยทำงาน เชื่อว่าสุดท้ายประชาชนจะเรียนรู้ เราต้องให้เวลา อย่าไปใจร้อน”
พิชัย แสดงทัศนะว่า ในอดีตคนระดับล่างไม่ได้มีโอกาสที่เข้ามาสัมผัสว่าการเมืองให้อะไรกับเขา แต่ระยะหลังคนเหล่านั้นมีสิทธิ มีเสียง มีรายได้เพิ่มขึ้น เขาจึงตื่นตัวมากขึ้น ส่วนตัวอยากให้คนชั้นสูง คนใน สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่มีอำนาจ เข้ามาดูแลประชาชนเหล่านี้ การซื้อเสียงเข้าใจว่าไม่ได้มีผลกระทบกับการเลือกตั้งแล้ว ลองถามนักการเมืองดูได้
“โลกมันเปลี่ยนแล้ว ไม่ใช่แค่คิดว่าจะแก้อย่างไรให้เกิดการเลือกตั้งบริสุทธิ์ สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่ต้องคิดและทำคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์ ผมบอกเลยว่า ถ้าคุณคิดอยากจะชนะทักษิณ ชนะเพื่อไทย ต้องคิดให้ดีกว่า ตอนนี้คุณบอกว่าคุณไม่ชอบเพื่อไทย ไม่อยากให้เพื่อไทยโต แล้วคุณไม่ช่วยคนจน ไม่เอาประชานิยม แต่ถามว่าคนจนเขานึกถึงอะไร”
อดีต รมว.พลังงาน ชี้แจงถึงนโยบายประชานิยมที่มักถูกโจมตี ว่า ประชานิยมไม่ได้ทำให้ประเทศเจ๊ง เพราะหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศยังไปได้อีกเยอะ ที่บอกว่าที่ผ่านมาประชานิยมทำประเทศ ทำชาติล่มจม ที่ทำมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะถ้าใช้เงินแล้วทำให้ค่าจีดีพีโตขึ้นนั่นคือสิ่งที่ดี แต่ถ้าใช้เงินอย่างที่รัฐบาลปัจจุบันบริหารแล้วจีดีพีไม่โต กรณีนี้จะทำให้เกิดปัญหา รายได้ก็ลดลงและหนี้เพิ่มขึ้น ประเทศก็เหมือนบริษัท ถ้าบริหารให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วคุณจะไปกู้ก็กู้ไปไม่ใช่ว่าประเทศจะต้องไปใช้หนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ระบบการเงิน ระบบเศรษฐกิจจะหมุนต่อไปด้วยตัวเอง
พิชัย ยกตัวอย่างโครงการรับจำนำข้าว โดยแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การช่วยชาวนาให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ต่างกับที่สหรัฐอเมริกาอัดเงินเข้าระบบในรูปแบบสถาบันการเงิน แต่นโยบายเพื่อไทย พบว่าโครงสร้างประเทศเราปัญหาคือคนระดับล่าง ดังนั้นการอัดเงินสู่คนระดับล่างทำให้เศรษฐกิจโต เพราะปีที่ทำจำนำข้าวจีดีพีโต 6.6% นี่คือผลที่ว่าหนี้เพิ่ม แต่จีดีพีเพิ่ม แต่ถามว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้จะมีการรั่วไหลหรือไม่ ต้องมีบ้างแต่การรั่วไหลโครงการใหญ่ระดับแสนล้านจะบอกไม่มีการรั่วไหลก็โกหก เราต้องพูดความจริง แต่เมื่อขั้นตอนการทำงานที่ผิดพลาดต้องแก้ไข แต่อย่าคิดว่ามันไม่ดี หนี้ปัจจุบันรวมจำนำข้าวเราไม่ได้เจ๊ง ล้มละลาย แต่ถ้าสุดท้ายเราพบข้อจำกัด ก็ต้องปรับรูปแบบในการช่วยเหลือชาวนาต่อไป
“ผมต้องขอร้องให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือชาวนาและเกษตรกรต่อไป ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้ ถ้าเศรษฐกิจชาวนาไม่ดีจะลำบาก เช่น คนมีเงินที่คิดว่าเอาภาษีตัวเองไปให้ชาวนาไม่ได้ เป็นความคิดที่ผิด เพราะถ้าไม่ช่วยคนระดับล่างเศรษฐกิจจะไม่หมุนเวียน ดังนั้นถ้าจะช่วยคนทั้งชาติ ต้องช่วยกันเพราะเท่ากับได้ช่วยตัวคุณเอง” พิชัย สรุป
ผลจากการยึดอำนาจ ช่วยให้คนสงสารพรรคเพื่อไทย
แกนนำพรรคเพื่อไทย พิชัย นริพทะพันธุ์ วิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาการเมืองและแนวทางการแก้ไข โดยยกโมเดลการเมืองของต่างประเทศให้เห็นว่า ประเทศที่เจริญมักจะมีพรรคการเมืองใหญ่เพียงไม่กี่พรรคเท่านั้น เพื่อให้มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนไปได้ โดยให้พรรคการเมืองแข่งกันว่าตัวเองมีจุดดีอย่างไรที่จะให้ประชาชนเลือกได้
อย่างไรก็ตาม การร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้กลับมีทิศทางที่จะไปกำหนดว่า ต้องการมีพรรคทางเลือกมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือกที่มากขึ้น กรณีนี้จึงเป็นการคิดแทนประชาชน เท่ากับว่าคุณดูถูกประชาชน ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ ต้องพัฒนาพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วให้มีความสามารถการแข่งขันนโยบายที่ใกล้เคียงกัน เมื่อพรรคใดได้เป็นรัฐบาลสามารถบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ดีให้เจริญก้าวหน้าได้
สำหรับกระแสที่บอกว่า พรรคเพื่อไทยจะตั้งพรรคใหม่ พิชัย อธิบายว่า ข่าวนี้มีที่มาจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ออกแบบมาให้เราต้องคิดว่าต้องตั้งพรรคใหม่หรือไม่ แต่ส่วนตัวคิดว่า ถ้าไปตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา เท่ากับว่าหลอกประชาชน เพราะถ้าประชาชนเลือกพรรคใดก็คือพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องสร้างความสับสนให้ประชาชน
“พรรคเพื่อไทยไม่ใช่ซูเปอร์แมน ทุกพรรคมีขึ้นมีลง แต่เมื่อถึงเวลาที่พรรคเพื่อไทยขาลง กลับมาทำการปฏิวัติเสียก่อน แบบนี้เท่ากับทำให้พรรคเพื่อไทยก้าวสู่ขาขึ้นอีก แทนที่ปล่อยให้ระบบเดินไปอัตโนมัติ”
ข้อกังขาที่ว่า เหตุใดพรรคเพื่อไทยก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ พิชัย อธิบายว่า อยู่ที่ประชาชน ถ้าอีกฝั่งหนึ่งยังทำให้ประชาชนคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วจะทำอย่างไร เราต้องมองข้ามตัวบุคคลและสู้กันที่นโยบาย
“ที่ผ่านมาคนที่คิดถึงคุณทักษิณ เพราะนโยบายที่สามารถจับต้องได้ อย่ามองว่าทุกอย่างในประเทศเพราะคุณทักษิณเพียงคนเดียว มันไม่ใช่ ประเทศนี้ต้องคิดนอกกรอบ ใครทำอะไรก็ตามอยากให้เห็นประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ในประเทศนี้จะทำอะไรก็ได้ เพื่อไม่ให้ใครคนนั้นคนนี้มามีอำนาจแข่ง ตามหลักพระพุทธศาสนาทุกอย่างมีขึ้นและมีลง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่คุณกลับไปทำให้เขาไม่เสื่อมเองจึงเป็นปัญหา
...นักการเมืองทุกคนต้องกลับมามองว่า ทำอย่างไรให้ประเทศเจริญ ต้องยึดหลักประโยชน์ประเทศ มากกว่าพรรค มากกว่าพวก ประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ถ้าเรายังวนเวียนอยู่กับปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศเราจะเจ๊ง จะก้าวถอยหลัง ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความสุขภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีรายได้เพิ่ม อะไรที่ทำแล้วประเทศเราไม่เจริญ อย่าไปทำ เราต้องตั้งทิศทางให้ประเทศชัดเจน ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาก็ต้องทำตามแนวทางสานต่อนโยบายที่ดีต่อไป ทุกคนอย่าไปเล่นการเมืองมากจนเกินไป ไม่ใช่ตัวเองไม่มีอำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลแล้วออกมาประท้วงเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ”
เสียงตอบโต้จากฝั่งรัฐบาล คสช.พุ่งมาที่พิชัยว่า ชอบวิจารณ์ เสนอแนะ แต่ทำไมช่วงเป็นรัฐบาลกลับไม่ยอมทำ แกนนำพรรคเพื่อไทยผู้นี้ ชี้แจงว่า “ที่ผ่านมาผมไม่ใช่ไม่ทำ แต่ระยะเวลามีเท่านั้น อะไรที่กำลังจะดำเนินการต่อเนื่องต้องสะดุด เพราะอุบัติเหตุการเมือง ผมได้ยกเลิกเบนซิน 91 ทำให้มีการใช้เอทานอล ที่ผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มจากวันละล้านกว่าลิตรเป็นกว่า 3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่รัฐบาลนี้ยังยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ยังไม่ได้
นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนระบบสนับสนุนราคาไฟฟ้าพลังแสงแดดจากระบบแอดเดอร์เป็นระบบฟีดอินทารีฟ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชน ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ชั่วคราว ลดภาระประชาชน เป็นผลงานแรกของรัฐบาลเพื่อไทย ทำให้เบนซินชนิดต่างๆ ลดลงกว่า 6-8 บาท เป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในช่วงนั้น การลอยตัวราคาค่าก๊าซ LPG-NGV เหมือนที่รัฐบาลนี้ทำ เพราะจำเป็น เนื่องจากมีการอุดหนุนราคากันมาก กองทุนน้ำมันฯ ในขณะนั้นต้องใช้เงินถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนราคาก๊าซ แต่ขณะที่ทำตอนนั้นมีการประท้วงกันมาก อีกทั้งยังออกบัตรเครดิตการ์ดพลังงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน เป็นหลักคิดเบื้องต้นให้ประชาชนหาเช้ากินค่ำมีเงินหมุนเวียน และสามารถต่อยอดได้ในต้นทุนการเงินที่ต่ำ
อดีต รมว.พลังงาน ร่ายผลงานต่อว่า ได้จัดทำแผนพลังงานใหม่ เพื่อให้มีความมั่นคงในอนาคต ตามนโยบาย โรง-ท่อ-บ่อ-ถัง เพื่อให้โรงผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ มีการกระจายเชื้อเพลิงเป็นถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำท่อส่งน้ำมันไปเหนือ-อีสาน เพื่อลดปริมาณรถขนน้ำมันปีละกว่าล้านเที่ยว และท่อส่งน้ำมันระหว่างสองมหาสมุทรทำไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค หาบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซเพื่ออนาคตของประเทศ และมีถังสำรองน้ำมันเพียงพอในกรณีฉุกเฉินเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“ผมขอโต้แย้งในข้อกล่าวหาที่ระบุว่า ผมเดินทางไปทำธุรกิจตัดไม้ที่แอฟริกานั้น ไม่เป็นความจริง และไม่มีคอนเนกชั่นใดๆ แต่ถามว่า มีคอนเนกชั่นกับผู้นำประเทศต่างๆ หรือไม่ ก็มีบ้าง แต่ต้องถามว่า การที่ประเทศหนึ่งมีผู้บริหาร ต้องเป็นผู้บริหารที่มีคอนเนกชั่นหรือมีผู้บริหารที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้จักวิธีการดำเนินการธุรกิจเลย ดังนั้นการที่เรามีความรู้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจย่อมดีกับการอยู่ฝ่ายบริหาร”







