
PTTGC ใช้ซีเอสอาร์ ผ่าน "3R" ให้ช่วงแรกสอนให้เรียนรู้ดันชุมชน-เอสเอ็มอี สร้าง SE
กระแสกิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise)หรือ “SE” กำลังถูกปลุกจนหลายองค์เริ่มตื่นตัวหันมาจับให้ความสำคัญ
โดย...
กระแสกิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise)หรือ “SE” กำลังถูกปลุกจนหลายองค์เริ่มตื่นตัวหันมาจับให้ความสำคัญกับการทำ SE รวมถึงองค์กรยักษ์ใหญ่กลุ่มปตท. อย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล(PTTGC)
“อัฒฑวุฒิ หิรัญบูรณะ” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย PTTGC เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาว่าการทำธุรกิจปัจจุบันหากต้องการให้องค์กรมีความยั่งยืน นอกจากเรื่องผลประกอบเมื่อองค์กรแข็งแรต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะหากธุรกิจทำเพื่อมุ่งเฉพาะความมั่งมีของบริษัทสุดท้ายขะอยู่ได้ไม่นาน
สำหรับโครงของบริษัทปัจจุบันที่ทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือ ซีเอสอาร์ มีหลักการคือไม่ควรให้เปล่าแบบครั้งเดียวแต่ยังช่วยให้ชุมชุนเรียนรู้ต่อยืนด้วยตัวเองแบบยั่งยืนได้ในอนาคต ปัจจุบันมีนโยบายสำคัญ เรียกว่า “3R” คือ Reduce Reuse และ Recycle โดยได้กระจาย 3R ไปสู่ชุมชนรอบๆ โรงงานและสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างให้เกิด “SE” และอยู่ได้
ยกตัวอย่างโครงการหลวง “ม่อนแจ่ม” ที่บริษัทได้ร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือสกว.มาวิจัยพัฒนาร่วมกันโดยใช้เม็ดพลาสติกและไบโอพลาสติก
ขณะที่ฝ่ายนวัตกรรมของบริษัทได้คิดค้นผลิตถุงพลาสติกจากไอโอพลาสตกที่ย่อยสลายได้ในดินในเวลาที่เหมาะสมเรียกจุลินทรีย์ให้เข้ามากิน เพื่อช่วยเหลือสนุนเกษตรภาคเหนือเพราะปลูกต้นกล้าสามารถนำต้นกล้าที่จะเพราะลงไปปลูกลงดินได้ทั้งถุง จากเดิมที่ถุงพลาสติกปกติจะต้องถอดออกก่อนปลูก รวมถึงพลาสติกคุมดินที่ย่อยสลายได้โดยมีโครงการหลวงใช้พลาสติกแบบปกติประมาร 230 ตัน/ปี โดยมีเป้าหมายจะใช้ไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นมากกว่า 90 % ในปีที่ 5 ของโครงการ
พร้อมยังสนับสนุนโรงเรือนพลาสติกป้องกันแสงแดดกรองเฉพาะแสงที่พืชต้องการในการเติบโตและมีความบางลง และช่วยสอนการออกแบบรรจุภัณฑ์พืชผลเกษตรให้มีความสวยงามไปจำหน่ายทั่วประเทศที่ไม่มีฝ้าจับเมื่อเวลาแช่ตู้เย็น โดยปัจจุบันให้การสนับสนุนโครงการหลวงจำนวน 38 แห่ง
“โครงการนี้มีเราทำระยะยาวมีข้อตกลง 5 ปีเริ่มจากปี 2556ทั้งเข้าไปช่วยสอนการเกษตรกรแบบครบวงจรต่างฝ่ายเอาความเก่งไปช่วยมีอาจารย์ไปช่วยสอนเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ด้วยตัวเองในอนาคตมีรายได้ในชุมชนแต่ช่วงแรกบริษัทต้องเข้าไปช่วยก่อน”
นอกจากนี้ในเดือนเม.ย.2558 ยังมีโครงการที่ร่วมมือกับสภากาชาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จะใช้เวลาการและพัฒนาผลิตออกมาประมาณ 6 เดือนน คือ ถุงครอบด้านนอกสำหรับถุงบรรจุเลือดเพื่อรักษาคุณภาพของเลือดเป็นรายแรกของคนไทย เพราะบริษัทมีนโยบายสนับสนุนการใช้เม็ดพลาสติกที่ผลิตในประเทศทดเป็นวัตถุดิบแทนการนำเข้าที่มีราคาแพงซึ่งบริษัทมีความสามารถผลิตได้จากนั้นจึงหาผู้ประกอบการในประเทศขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) คือบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติไทย สามารถยกระดับศักพภาพธุรกิจด้านการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ของไทยซึ่งบริษัทมีส่วนเข้าไปวิจัยและพัฒนาคิดผลิตภัณฑ์ พร้อมต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ของไทยด้านอื่นๆให้สามาถผลิตสินค้าอื่นทดแทนการนำเข้าได้
ทั้งนี้บริษัทได้มีความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม กลุ่มพลาสติก เพื่อกระตุ้นผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกับธุรกิจบริษัทให้มีความแข็งแรงรองรับการประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เพราะเปรียบเทียบกับผู้ประกอบในมาเลเซียถือว่าแข็งแกร่งมากกับผู้ประกอบการไทยที่อาจล้มได้หากไม่ปรับตัวทางธุรกิจ
นอกจากนี้บริษัทยังศึกษาคิดค้นข้อต่อพสาสติกอวัยวะเทียม บรรจุภัณฑ์ แผ่นพลาสติกที่ปูรองในห้องผ่าตัด และอีกหลายผลิตภัณฑ์
อย่างไรก็ดีปัจจุบันยังมีโครงการที่สนับสนุนชุมชมที่ใกล้เคียงกับโรงงานซึ่งทำมาต่อเนื่องประมาณ 5 ปีเพื่อให้บริษัทและชุมชนอยู่ด้วยกันได้ถือเป็นโครงการแรกๆ คือ สบู่ แบรนด์ Luffala หรือ“ลุฟฟาลา” ดูแลโดยวัดหนองแฟบ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง บริษัทเป็นผู้คิดแบรนด์สินค้าต่อยอดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นคือ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล(OTOP) ซึ่งบริษัทพบว่าใช้กลีเซอรีนเป็นส่วนผสมที่บริษัทสามารถผลิตได้
ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรจะเข้าช่วยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจอยู่ได้ โดยสารงานซีเอสอาร์จึงเข้าช่วยดูแลทั้งระบบทำให้ยกระดับจาก OTOP ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแม่ฟ้าหลวงคิดสูตรส่วนผสมพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สามารถซื้อไปเป็นของฝาก ปัจจุบันมีทั้งสบู่ก้อน สบู่เหลว โลชั่นพร้อมช่วยเข้าหาตลาดที่ขายให้ด้วย ทั้งในพนักงาน กลุ่มปตท.และร้านค้า Jiffy เป็นการสร้างวิสาหกิจชุมชนให้อยู่ได้ และช่วยสร้างช่องทางตลาดให้จากเดิมเฉพาะที่ขายได้เฉพาะในชุมชน
“นโยบายการสร้าง SE ช่วงแรกอาจต้องช่วยโดยการให้ก่อนและต่อยอดให้เขายืนด้วยขาตัวเองได้ดีกว่าการให้เปล่าแค่ครั้งเดียวการช่วยชุมชนเช่นแบรนด์ ลุฟฟาลา เป็นประโยชน์กว่าการเข้าไปแบบให้เปล่าแบบครั้งเดียวเพราะเป็นการเข้าช่วยสอนให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ในอนาคตเพราะยั่งยืนกว่าและชุมชนชอบในช่วงเทศกาลซึ่งถึงขั้นผลิตไม่ทัน”







