posttoday
รัฐสวัสดิการประชาธิปัตย์แผนสลายประชานิยมแม้ว

รัฐสวัสดิการประชาธิปัตย์แผนสลายประชานิยมแม้ว

03 กรกฎาคม 2553

...ทีมข่าวการเมือง

เริ่มเดินหน้าชุดนโยบายซื้อใจรากหญ้าอย่างต่อเนื่อง กับล่าสุดการต่ออายุ 6 มาตรการ บรรเทาความเดือดร้อนช่วยเหลือค่าครองชีพชาวบ้านต่อไปอีก 6 เดือน พร้อมส่งสัญญาณดัน “รถไฟฟรีรถเมล์ฟรี” เป็นมาตรการถาวร

ทว่ากลับกลายเป็นที่วิตกกับการเร่งโหม “โครงการประชานิยม” เดินตามรอยความสำเร็จที่พรรคไทยรักไทยแบบไม่เหลือฟอร์มเดิมที่ประชาธิปัตย์เคยออกมาตั้งป้อมค้านหัวชนฝาสมัยเป็นฝ่ายค้าน แม้จะพยายามเลี่ยงบาลีว่าไม่ใช่ “ประชานิยม”

อีกด้านยังถูกโจมตีว่าเป็นเพียงแค่การเร่งหาเสียง “ตุนคะแนน” ไว้ล่วงหน้า สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ แต่สุ่มเสี่ยงกับการสร้างภาระการคลังให้กับประเทศต่อไปในระยะยาว และอาจถึงขั้นทำลายกลไกเศรษฐกิจที่มีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศ

ลำพังแค่ 6 มาตรการ น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรีรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ตรึงราคาก๊าซ และค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ที่ต่ออายุออกไป 6 เดือน กับงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ดูจะเป็นเหตุเป็นผลกับประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

ทว่า การเสพติดความช่วยเหลือตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ยากต่อการ “ยกเลิก” แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง แต่กลับไม่อาจมีพรรคการเมืองไหนกล้าพอที่จะตัดใจยกเลิก เมื่อรู้ว่าย่อมสะเทือนถึงคะแนนนิยมของพรรค

นั่นจึงนำมาสู่การดันมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้เป็นเรื่อง “ถาวร” และขนานนามให้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งนอกจากจะเพื่อความแตกต่างกับสิ่งที่รัฐบาลไทยรักไทยทำมาในอดีตแล้ว ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามสร้างเป็นจุดขาย

ตั้งแต่โครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่แม้จะไม่ได้หวือหวาแต่ก็สามารถผลักดันจนสำเร็จ มาจนถึงการสานต่อ “รักษาฟรี” จากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาจนถึงเงินอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ประชาธิปัตย์ผลักดันจนสำเร็จ

ล่าสุดกับความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งนโยบายปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อลดช่องว่าง การถือครองที่ดินผ่านกลไกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และกองทุนธนาคารที่ดิน ท่ามกลางความคาดหวังปนไม่เชื่อน้ำยาว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้จริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผ่านพ้นช่วงวิกฤตการเมืองมาได้แบบหืดจับ “รัฐบาล” สูญเสียต้นทุนไปหลายเรื่อง ทั้งจากการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก การจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป และการกลับเข้ามาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

แม้จะออกแรงพยายามอย่างหนัก แต่ “กระแสทักษิณ” ยังไม่จางหาย ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาวิเคราะห์แล้วส่วนสำคัญหนีไม่พ้นสารพัดโครงการประชานิยมโดนใจ ที่ส่งตรงไปถึงชาวบ้านอย่างไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำมาก่อน

ประชาธิปัตย์เองแม้จะเคยออกมาต่อต้านโครงการเหล่านี้ แต่เมื่อกลับมาเป็นรัฐบาลยังจำใจต้องเดินหน้าโครงการเหล่านี้ต่อไปแบบไม่กล้ายกเลิก ทำได้เพียงแค่แต่งหน้าทาปากเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนรายละเอียดโครงการเล็กน้อย

เห็นได้ชัดในช่วงนี้กับการที่รัฐบาลประชาธิปัตย์อาศัยจังหวะช่วงหลังมรสุมการเมือง ผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง หวังสร้างผลงาน สร้างคะแนนซื้อใจในหลายกลุ่มในสังคม และหวังให้ประชาชนลืมเลือนผลงานประชานิยมของทักษิณ

ล่าสุดกับการเตรียมขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5% ในปี 2554 กับงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ที่จะผูกพันต่อเนื่องจากนี้ไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดสรรโบนัสข้าราชการประจำปี 2552 ในเดือน ต.ค.นี้ ที่จะมีข้าราชการกว่า 2 ล้านคน ได้โบนัสเฉลี่ย 4,0005,000 บาท ต่อคน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท

ยังไม่รวมกับโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ตามมาด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน จัดตั้งธนาคารเพื่อคนจน หรือไมโครไฟแนนซ์ ซึ่งมีประชาชนกว่า 1.5 ล้านคน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

ตามมาด้วยโครงการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร กับการลดหนี้ครึ่งหนึ่ง พร้อมยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีก 15 ปี ไปจนถึงการอัดเม็ดเงิน 200300 ล้านบาท ช่วยชาวนาที่ประสบปัญหาภัยแล้ง

สารพัดโครงการ ลด แลก แจก แถม ที่รัฐบาลออกมาในช่วงนี้ จึงไม่ใช่แค่การต่อยอดประชานิยมจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการผนึกกำลังระหว่าง “ประชานิยม” และ “รัฐสวัสดิการ” ให้เห็นว่าสิ่งที่เคยได้จากรัฐบาลทักษิณก็สามารถได้จากรัฐบาลนี้และได้มากกว่า

แน่นอนว่าการต้องคอยแก้ปัญหาการเมืองความขัดแย้งช่วงที่ผ่านมา ทำให้สารพัดโครงการที่จะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถคืบหน้า ดังนั้นหลังคลื่นลมสงบรัฐบาลจึงเร่งออกนโยบายซื้อใจอย่างเต็มสูบ

ยิ่งในช่วงที่หลายฝ่ายเริ่มช่วงชิงจังหวะสร้างผลงานสร้างคะแนนนิยมในช่วงที่การเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาถึงเร็วแค่ไหน

ปัญหาสำคัญ คือการเดินหน้าโครงการต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ที่จะมีผลผูกพันต่อเนื่องระยะยาวที่รัฐบาลต้องแบกรับ และหลายโครงการถูกมองว่าจะเป็นการแทรกแซงกลไกเศรษฐกิจจนผิดเพี้ยนและเกิดปัญหาในภายหลัง

การหวังจะซื้อใจ “ชาวบ้าน” ด้วยสารพัดโครงการที่อัดฉีดไปถึงทุกกลุ่มในสังคม จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าอาจจะซ้ำรอยสิ่งที่ประชาธิปัตย์เคยพร่ำบ่นคัดค้านในหลายๆ นโยบายประชานิยมเมื่อสมัยเป็นฝ่ายค้านเสียเอง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์