posttoday
คำสารภาพของอดีตสาวก (จบ)

คำสารภาพของอดีตสาวก (จบ)

14 มิถุนายน 2558

ลัทธิ “ผู้มีบุญ” ยังขายได้เสมอในสังคมไทย ในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้เล่าถึง “ดาบแดง”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ลัทธิ “ผู้มีบุญ” ยังขายได้เสมอในสังคมไทย

ในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้เล่าถึง “ดาบแดง” ที่เป็นเพื่อนกับผู้เขียนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ได้กลับมาเจอกันอีกเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 40 ปี แม้ว่าความเป็นเพื่อนยังคงเหลืออยู่ในฐานะคนที่ยังหวังดีต่อกัน แต่ในสถานภาพทางพฤตินิสัยและ “ความเชื่อ-ความคิด” นั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือเขาได้กลายเป็น “สาวก” ที่จงรักภักดีต่อนักโทษหนีคดีอาญา แม้กระทั่งขณะนี้ที่กำลังจะมีการถอดยศอดีตนายกฯ คนดังกล่าว ความเชื่อเช่นนี้จะเกิดด้วยเหตุอื่นไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่เพราะการสร้างลัทธิ “ผู้มีบุญ” ให้คนไทยจำนวนมากลุ่มหลง

ในพื้นที่อื่นๆ จะมีการสร้างความเชื่อในแนวนี้อย่างไรผู้เขียนก็ไม่อาจจะทราบได้ เพราะไม่ได้สนใจและไม่คิดว่าจะมีอิทธิพลต่อคนไทยเป็นอย่างมาก อย่างเช่นกรณีพระเจ้ามูลเมืองที่เกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งชื่อของอดีตนายกฯ คนนี้ที่ออกเสียงเกือบคล้ายกันกับพระมหากษัตราธิราชพระองค์หนึ่งของไทยคือพระเจ้าตากสิน ก็มีผู้สร้างเรื่องสร้างราวให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าบุคคลทั้งสองนี้มีความเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ถึงขั้นที่ได้มีการ “ขยายภาพ-ขยายผล” ให้เห็นว่าสภาพการณ์ของประเทศไทยเหมือนครั้งที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 จำเป็นจะต้องมีผู้กอบกู้เอกราชและสร้างชาติไทยขึ้นใหม่ อย่างที่มีแนวคิดในเรื่อง  “รัฐไทยใหม่” อันเป็น “จัญไร” ติดตัวของบุคคลที่ถูกอุปโลกน์ จนไม่มีทางที่จะได้กลับคืนสู่ประเทศไทยอีกแล้ว

ลัทธิผู้มีบุญที่ดาบแดงเล่าให้ฟังเกิดขึ้นภาคอีสาน อย่างที่ดาบแดงได้ขยายความให้เห็นก็คืออดีตนายกฯ คนดังกล่าวถูกร่ำลือว่าเป็นลูกของพ่อใหญ่คึกฤทธิ์ ส่วนคนที่เป็นต้นตอก่อความคิดในเรื่องนี้เป็นใครก็ไม่มีใครรู้ เมื่อแยกตัวกลับมาจากการสนทนาในมื้ออาหารค่ำวันนั้นแล้วผู้เขียนก็นำประเด็นนี้มาขบคิดต่อ ซึ่งพอจะคิดคำตอบพอเป็นเหตุเป็นผลได้ดังนี้

ในสภาพสังคมวิทยาการเมืองหรือการเรียนรู้ทางการเมืองของคนอีสาน (ซึ่งผู้เขียนก็เป็นคนในส่วนนี้ด้วย) ถูก  “กล่อมเกลาโดยสังคม” (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Socialization) ให้มีความเชื่อในเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน เพราะโดยพื้นฐานของชีวิตความเป็นอยู่นั้นค่อนข้างจะอดอยากแร้นแค้นมาโดยตลอด ร่วมกับการเลือกสรรที่จะเชื่อหรือนำแนวคิดทางศาสนาพุทธในส่วนที่เกี่ยวกับ “บุญกรรม-ชาตินี้ชาติหน้า” โดยเฉพาะเรื่องโลกพระศรีอาริย์หรือโลกในฝันที่มีผู้มีบุญมาโปรด ที่ได้ถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็ยิ่งทำให้คนอีสาน “รอคอย” สิ่งนี้อย่างมีความหวัง

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตทางประวัติศาสตร์ที่นำเสนอว่า การปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 น่าจะมีผลต่อการขยายตัวของลัทธิผู้มีบุญนี้อยู่ไม่น้อย เพราะการแผ่ขยายอำนาจของรัฐไทยได้ทำให้ผู้ปกครองเดิมไม่มีอำนาจปกครองได้เต็มที่เหมือนในอดีต เพราะมีผู้ปกครองจากส่วนกลางเข้าไปปกครอง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายที่สูญเสียผลประโยชน์ แต่ต่อมาก็พบว่าผลกระทบกลับตกอยู่ที่ราษฎรซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องมาจากผู้ปกครองเดิมนั้นหันไปขูดรีดราษฎรหนักขึ้น เพื่อทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป นอกจากนี้แล้ว ชุมชนอีสานยังถูกคุกคามจากการแทรกแซงเรื่องวัฒนธรรมของภาครัฐ ทำให้ชุมชนของพวกเขาไม่ได้รับความสงบสุขเหมือนดังก่อนอีกต่อไป จึงได้รวมกลุ่มลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐและลุกลามบานปลายจนกลายเป็นกบฏในที่สุด (ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/vana/2008/04/22/entry-1)

ในยุคที่รัฐไทยต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนภาคอีสานนี้เองเป็นภาคที่มีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงมากที่สุด ส่วนหนึ่งก็คือคนอีสานถูกเร้าระดมผ่านกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อทั้งจากฝ่ายรัฐไทยและพรรคคอมมิวนิสต์นั้นอย่างหนัก โดยเฉพาะในประเด็นการถูกกดขี่ข่มเหงโดยคนของรัฐ ซึ่งรัฐไทยก็โต้ตอบว่าคอมมิวนิสต์นั้นเป็นลัทธิที่มอมเมาและหลอกลวงประชาชน แม้ภายหลังการต่อสู้นี้จะบรรเทาเบาบางลง แต่การ “เร้าระดมทางการเมือง” ผ่านกลไกของระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งก็ได้กลายเป็น “พายุทางความคิด” อีกหลายระลอกที่พัดกระหน่ำหัวสมองของคนในภูมิภาคนี้ รวมถึงที่มีพรรคการเมืองบางพรรคได้ชูหัวหน้าของตนขึ้นเทียบเท่า “พ่อใหญ่เงินผัน-อาจารย์คึกฤทธิ์” ดังที่กล่าวมานั้น

กบฏผู้มีบุญหรือที่คนอีสานเรียกว่า “ผีบุญ” เมื่อ พ.ศ. 2444 จบลงเพียงแค่ในเวลาไม่ถึง 2 เดือน คือมีการระดมผู้คนราว 1,500 คน ออกมาสู้รบกับฝ่ายรัฐในเดือน มี.ค. แต่แล้วก็ถูกล้อมปราบพ่ายแพ้ไปในเดือน เม.ย. ฝ่ายกบฏล้มตายไปกว่า 300 คน แต่กระนั้นก็ยังสร้างความฮือฮาในตอนจบ นั่นก็คือหัวหน้ากบฏสามารถหนีรอดการล้อมปราบข้ามฟาก “ว่ายข้าม” แม่น้ำโขงไปหลบหนีซุกหัวอยู่กับฝรั่งเศสที่ฝั่งตรงข้ามได้ (ลองนึกภาพว่าแม่น้ำโขงนั้นกว้างนับกิโลเมตร คนที่ว่ายข้ามได้จะต้องมีฤทธิ์มากๆ แต่ถ้าเรารู้ภูมิอากาศ ยามนั้นก็เป็นหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำโขงคงจะเป็นหาดทรายเสียส่วนใหญ่ เดินไปวิ่งไปก็ข้ามได้สบายๆ เหมือนการเล่าเรื่องผ่านโซเชียลมีเดียของอดีตนายกฯ หนีคดีอาญาคนนั้นที่บินหลบไปมาเหมือนปีศาจที่บินได้ล่องหนได้)

ความจริงแนวคิดเรื่องผู้มีบุญไม่ได้มีเฉพาะแต่ในกระบวนการหรือบุคคลที่ต่อต้านอำนาจรัฐเท่านั้น ประเทศไทยก็เคยใช้แนวคิดนี้กับผู้ปกครองบางกลุ่มบางคนมาหลายครั้ง ตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 นั้นแล้ว เช่น ในแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎรก็กล่าวถึงการยึดอำนาจจากกษัตริย์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ว่า “จะนำโลกพระศรีอาริย์มาสู่สังคมไทย” หรือการที่มีคนพยายามจะยกย่องจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้เป็น “จักรพรรดิแห่งเอเชียบูรพา” และการทำตัวของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีคนมองว่าเหมือนจะนำการปกครองแบบสุโขทัยในลักษณะ “พ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ” มาใช้

แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ขจัดได้ยากเพราะมันได้ฝังรากลึกอยู่ในความเชื่อของผู้คนมายาวนาน ในขณะเดียวกันก็มีผู้พยายามสร้างกระแสความเชื่อนี้โดยปลุกเร้าหรือ “สร้างเรื่อง” ออกมาเป็นระยะๆ จึงขึ้นกับคนไทยเองว่าจะเชื่อหรือคิดเห็นต่อเรื่องที่ถูกสร้างมานั้นๆ อย่างไร อีกส่วนหนึ่งก็คือผู้นำที่มีอำนาจจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร เช่น จะตัดหัวที่เป็นต้นตอหรือตัดหน่อที่เป็นรากเชื้อนั้นหรือไม่ แต่พอมาดูข่าวสารตอนนี้ก็น่าเป็นห่วงว่ากลุ่มผู้มีอำนาจในบางส่วนของ “ปัญจมหานที” ท่านกำลังคิดจะเป็นผู้มีบุญเสียเอง คือขอเสพอำนาจออกไปอีกสักระยะ

“อิ่มทิพย์” คือเทพหรือผู้มีบุญที่แท้จริง แต่ “ไม่รู้จักอิ่ม” นี้จะเรียกว่าอะไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท