
ตุกติกเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ต้องยกมาตรฐานให้สูงกว่านี้
“อร” หรือ อุดมพร พลศักดิ์ ตำนานนักกีฬายกน้ำหนักหญิงของเมืองไทย ผู้ที่ผ่านการแข่งขันซีเกมส์มาแล้ว 3 สมัย
“อร” หรือ อุดมพร พลศักดิ์ ตำนานนักกีฬายกน้ำหนักหญิงของเมืองไทย ผู้ที่ผ่านการแข่งขันซีเกมส์มาแล้ว 3 สมัย และได้เหรียญทองจากเวทีนี้มาถึง 2 ครั้ง มองในมุมของเจ้าภาพที่จัดการแข่งขันว่าในทุกยุคทุกสมัย ก็ต้องได้เปรียบอยู่อย่างเป็นเรื่องธรรมดา
“เวทีการแข่งขันซีเกมส์ แน่นอนว่าเจ้าภาพก็ต้องหวังให้ชาติตัวเองเป็นเจ้าเหรียญทองอยู่แล้ว และอีกทั้งก็ยังมีสิทธิตัดกีฬาที่ชาติตัวเองไม่ถนัดออกไป แม้ว่ากีฬาชนิดนั้นจะเป็นกีฬาระดับสากลก็ตาม อีกทั้งก็เพิ่มกีฬาท้องถิ่นของชาติตนเองเข้าไป เพื่อให้มีสิทธิคว้าเหรียญทองให้ได้มากที่สุด”
เหตุที่หลายชาติเจ้าภาพพยายามอย่างหนักเพื่อให้เป็นเจ้าเหรียญทองนั้น ก็เพราะคำตอบเดียว คือ “เกียรติประวัติ”
ช่วงที่อุดมพรเข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เจ้าตัวก็ยังไม่เคยเห็นชัดว่าในกีฬายกน้ำหนักจะมีการโกงกันได้ เพราะเป็นกีฬาที่ต้องวัดกันด้วยฝีมือความแข็งแรง การฝึกซ้อมของนักกีฬาล้วนๆ จะไม่เหมือนกับมวย เทควันโด หรืออีกหลายชนิดกีฬาที่ต้องตัดสินด้วยสายตาของคณะกรรมการ กระนั้นก็ตามการตุกติกเล็กน้อยของชาติเจ้าภาพที่เธอเคยประสบมาก็มีให้เห็นเช่นกัน
“กีฬาที่อรเล่น คือยกน้ำหนัก กติกาก็มีจะไม่มาก คือท่าต้องถูก และต้องยกขึ้น และอีกอย่างที่สำคัญคือจะกำหนดเวลาการยก 60 วินาที นักกีฬาจะต้องยก บางครั้งชาติเจ้าภาพก็อาจจะยืดเวลาออกไปบ้างด้วยเทคติกต่างๆ ยึดเวลาการยกออกไปเป็น 65 วินาที หรือ 70 วินาที เป็นต้น และอีกเรื่องคือกองเชียร์ที่อาจจะไม่มีมารยาทบ่อยครั้ง เพราะยกน้ำหนักเป็นกีฬาที่ต้องมีสมาธิ”
แต่ทุกวันนี้การโกงคงจะยาก เพราะมีการบันทึกวิดีโอการแข่งขันไว้และหากเห็นข้อผิดพลาดทีมงานก็สามารถนำไปคัดค้านได้ กระนั้น อุดมพร บอกว่า การโกงในเกมการกีฬาที่เกิดขั้น แม้นักกีฬาจะรู้แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะกลายเป็นเรื่องชาชินที่ชาติเจ้าภาพจะต้องมีลูกเล่น อยู่ที่ว่าจะเล่นแบบโจ่งแจ้ง หรือโกงแบบเงียบๆ แต่หากนักกีฬามีการฝึกซ้อมที่ฟิตอย่างสมบูรณ์ แน่วแน่ตั้งใจ การโกงก็ไม่อาจทำอะไรได้
“สนามซีเกมส์คือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้หน้าใหม่มาโลดแล่น สร้างความมั่นใจและผลักดันตัวเองให้มีสถิติที่ดี เพื่อก้าวต่อไปในระดับใหญ่กว่าอย่างเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก อนาคตเชื่อว่าเวทีนี้จะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องในชาติอาเซียน จะผลักดันให้เป็นมาตรฐานที่สูงและสากล เพื่อสร้างเด็กไปเวทีระดับโลก ต่อกรกับนักกีฬาของชาติมหาอำนาจได้” อุดมพร ย้ำ
แต่อีกมุมของ ธนากร ศรีชาพันธุ์ หรือ “เบิ้ม” พี่ใหญ่จากตระกูลนักเทนนิส “ศรีชาพันธุ์” ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติมาอย่างมากมาย และผ่านสนามของซีเกมส์มาแล้วเช่นกัน มองว่าการโกงในเกมกีฬาซีเกมส์นั้นอาจจะเป็นข้อแก้ตัวของนักกีฬาบางคน เพื่อปลอบใจตัวเองหลังจากพ่ายแพ้
“แน่นอนว่าชาติเจ้าภาพก็ต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่เข้ามาร่วมการแข่งขัน แต่ก็ต้องดูแลการแข่งขันทั้งหมดให้สมบูรณ์ เพราะถือเป็นหน้าเป็นตา แต่เรื่องการโกงหากเราจะมองว่าแพ้เพราะถูกโกง หากเป็นเช่นนั้นกีฬาก็คงไม่มีการพัฒนา เพราะผมมองว่าทุกคนมีโอกาสแข่งขัน หากเราพร้อมจริง ฟิตจริง การโกงก็ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งหากจะมองแค่เพียงว่าถูกโกงเมื่อแพ้ จะมีการคัดค้านกันตลอด ต่อไปคงไม่มีการแข่งขันกีฬา มันจะเป็นประเด็นที่สร้างการถดถอย”
ธนากร บอกอีกว่า กีฬาทุกชนิดทั้งที่ชนะกันด้วยสถิติ หรือการให้คะแนนจากคณะกรรมการก็ย่อมจะมีข้อผิดพลาดบ้าง เช่น เทนนิสในระดับใหญ่อย่างแกรนด์สแลม ความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้น ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องซีเกมส์
กระนั้นการแข่งขันกีฬาซีเกมส์จากอดีตที่ธนากรเคยโลดแล่นบนคอร์ตเทนนิส และในห้วงปัจจุบันที่แข่งขันกัน ธนากรมองว่าซีเกมส์มีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยว่าจากเดิมที่นักกีฬาจะเป็นตัวแทนของชาติเข้าแข่งขันเท่านั้น แต่ทุกวันนี้นักกีฬาอาชีพก็เข้ามาแข่งขันด้วย รวมถึงนักกีฬาก็ใช้เวทีนี้ผลักดันสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองจนเป็นนักกีฬาอาชีพก็มี
แต่ข้อด้อยตามมุมมองของนักกีฬาเทนนิสผู้นี้เกี่ยวกับซีเกมส์ก็มีเช่นกัน
“การให้นักกีฬาที่อยู่ในระดับสูงแล้ว อย่างไปเล่นโอลิมปิก แต่ยังกลับมาวนเวียนเล่นซีเกมส์อยู่ อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการปิดกั้นโอกาสเด็กใหม่ หรือคลื่นลูกใหม่ที่ต้องการเวทีเพื่อแข่งขันเช่นกัน หากรุ่นพี่ หรือรุ่นใหญ่ยังคงเล่นอยู่ เด็กก็ไม่อาจเกิดได้ แม้ว่าโอกาสจะชนะจะยาก แต่ก็ต้องเปิดช่องให้เด็กแสดงฝีมือ เวทีซีเกมส์จึงเหมาะสมทุกอย่างที่จะสร้างความเชื่อมั่น และเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาสู่ระดับที่สูงขึ้นไปอย่างเอเชียนเกมส์ หรือโอลิมปิก” ธนากร ทิ้งท้าย
เช่นเดียวกับ มนัส บุญจำนงค์ หนึ่งในตำนานขุนพลนักชกเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปี 2004 ที่ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ทุกวงการกีฬามีการโกงเกิดขึ้นเป็นอย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์ หรือแม้แต่โอลิมปิกก็ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือประเทศเจ้าภาพย่อมต้องการเป็น เจ้าเหรียญทองเพื่อหน้าและศักดิ์ศรี การบรรจุกีฬาที่ประเทศตัวเองถนัดลงในรายการการแข่งขัน จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายใดๆ “บ้านใครบ้านมัน ทีใครทีมัน ตรงนี้เราต้องทำใจและยอมรับมันให้ได้” มนัส กล่าวชัดสำหรับวงการมวยที่ “มนัส” คร่ำหวอด เขาวิพากษ์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ที่ ผู้บริหารของสมาคมมวยและเกมการเมืองภายในที่ถ่วงการพัฒนาของวงการ ส่วนตัวเชื่อว่าในกีฬาประเภทอื่นๆ ก็ประสบปัญหาเดียวกัน แม้ว่าศักยภาพของนักกีฬามีสูง รวมทั้งเทคโนโลยีและวิวัฒนาการการกีฬาที่ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในระดับซีเกมส์ แต่เมื่อดูจากผลการแข่งขันแล้วก็ไม่แน่ใจว่ากีฬาประเทศไทยพัฒนาขึ้นหรือไม่
“ปัญหาเด็กเส้นมีทุกที่ เด็กใครเด็กมัน ถามว่าเด็กที่ซ้อมหนักๆ แต่ไม่ได้ลงแข่งแล้วเขาจะเป็นนักกีฬาไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ให้โอกาสเขา แบบนี้เด็กมันก็ท้อหมด ซ้อมแทบตายได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท ในขณะที่คนที่ได้หลักแสนบาทกลับใช้การอะไรไม่ได้ก็มี” มนัส กล่าวชัด
เขาอธิบายอีกว่า ในอดีตกีฬาซีเกมส์ใช้ทีมชุดบีไม่ต้องถึงชุดเอ แต่ปัจจุบันมันแตกต่างกันมาก ประเทศไทยยึดติดกับความสำเร็จของมวย เมื่อแพ้ก็ไปกล่าวหาว่าถูกโกง ซึ่งอยากให้ดูจากผลงานและข้อเท็จจริงว่าระดับมวยไทยทุกวันนี้เป็นอย่างไรกันแน่
“ทุกวันนี้ก็มีคนติดต่อผมเข้ามา เพราะผมใช้งานได้ทันที ผมก็มีสิทธิเรียกค่าตัวใช่หรือไม่ ผมบอกเขาว่าเอามาให้ผม 1.5 ล้านบาทสิ แล้วค่าเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 1 แสนบาท แล้วผมจะกลับไปชกและทำให้ดีที่สุดอย่างแน่นอน” มนัส ระบุ







