
สังคมสวัสดิการ
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ สังคมไทยรับรู้รับทราบความหมายของ
“สวัสดิการ” ในแง่มุมของ “สิ่งที่รัฐจัดให้” ผ่านมาตรการโครงการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นบริการฟรีของรัฐวิสาหกิจ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทาง สวัสดิการเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพคนชรา คนพิการ เป็นต้น ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากคนทั่วไป และนำมาซึ่งความไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง และมองเรื่องสวัสดิการเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องหยิบยื่นให้ในภาษาไทย
“สวัสดิการ” มาจากคำว่า สวัสดี + การ สวัสดีเป็นภาษาเขมร (สวสเดย) ตรงกับภาษาไทยเดิม (หรือภาษาลาวในปัจจุบัน) ว่า สบายดี สวัสดิการจึงหมายถึง การสบายดี การสบายดีก็แปลว่า กินดีอยู่ดี และมีความสุข ถ้าจะแถมขึ้นมาหน่อย ในระบอบประชาธิปไตยต้องรวมเอาเรื่องสิทธิพื้นฐาน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และยุคโลกาภิวัตน์ก็ต้องรวมถึงสิทธิการมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วยความเข้าใจในมุมมองดังกล่าว แม้ด้านหนึ่งจะมีผู้ท้วงติงว่าเราจะหารายได้มาจากไหน ใครจะเป็นผู้จ่าย จะเท่าเทียม ทั่วถึง หรือกระจุกในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ และท้ายที่สุดจะถมช่องว่างทางสังคมได้จริงหรือ?
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็มีผู้เสนอให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการไปเลย เพื่อตัดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากความสัมพันธ์ไม่เสมอภาคในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม หรืออีกนัยหนึ่งรื้อล้างระบบสวัสดิการโดยรัฐ และมาสร้างรัฐสวัสดิการขึ้นมาใหม่ แนวทางในลักษณะนี้จึงมีทั้งแรงต้านและแรงเสริม เพราะผู้แบกรับภาระต้นทุนกลับกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนไม่ถึง 9 ล้านคน
หากเราหันกลับมาตั้งหลักยึดโยงวิถีการดำเนินชีวิตอย่างไทยไท เข้ากับวิถีการพัฒนาท่ามกลางกระแสทุนนิยม จะพบว่าบ้านเราทุกวันนี้เกิดชุมชนขึ้น 2 ลักษณะ คือ ชุมชนครัวเรือน และชุมชนโรงงาน ชุมชนครัวเรือนเป็นชุมชนที่พบเห็นทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท ส่วนชุมชนโรงงานเป็นชุมชนที่ต่างคนต่างถิ่นที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน อยู่ร่วมกันทั้งในช่วงเวลาทำงานและหลังเลิกงาน ตัวอย่างลักษณะชุมชนแบบนี้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เช่น ที่นวนคร แหลมฉบัง มาบตาพุด เป็นต้น
ฐานสวัสดิการในสังคมไทยจึงมีที่มาจาก 3 ฐาน คือ 1) ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ดิน น้ำ ป่า ฯลฯ 2) ฐานนวัตกรรมชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนสัจจะวันละบาท และ 3) ฐานสิทธิพื้นฐานทางสังคมหรือสิทธิทางสวัสดิการที่เป็นนโยบายแห่งรัฐ เป็นกฎหมายแห่งรัฐ ไม่ได้เป็นเรื่องของนโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
ฐานสวัสดิการทั้งสามนำมาซึ่งสิทธิและสวัสดิการ โดยทิศทางแนวนโยบายด้านสวัสดิการที่เป็นไปได้และสามารถดำเนินการได้ทันทีคือ การสร้าง
“สังคมสวัสดิการ” ขึ้น สังคมสวัสดิการเป็นการผนึกกำลังจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม สร้างสรรค์สวัสดิการสังคมขึ้นในหลายรูปแบบ มีการจัดการโดยหลากหลายภาคส่วนของสังคม ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการทั่วหน้าใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) สวัสดิการโดยรัฐ ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานทางสังคม ประกอบด้วยการบริการสังคม การประกันสังคม และการสังคมสงเคราะห์ 2) สวัสดิการโดยภาคธุรกิจ เช่น โรงงานหรือบริษัทจัดให้มีสถานพยาบาล ศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานที่ทำงาน มีรถรับส่ง หรือจัดที่พักอาศัยให้ และ 3) สวัสดิการโดยชุมชน ซึ่งรัฐ เอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมต่อยอดนวัตกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในชุมชน เช่น กลุ่มออม กลุ่มฌาปนกิจ กลุ่มอนุรักษ์ เป็นต้นจะเห็นได้ว่าแนวทางการทำให้รัฐไทยเป็นรัฐสวัสดิการในระยะยาวนั้นมีความเป็นไปได้ แต่สังคมไทยต้องแยกแยะระหว่าง
“สิ่งที่รัฐจัดให้” กับ “สิ่งที่จะให้รัฐ” คือ ภาษีประเภทต่างๆ พร้อมที่จะรับผิดชอบในแนวทาง และเสียสละที่จะทำเรื่องยากๆ มากกว่าถูกใช้เป็นประเด็นปลุกเร้าอารมณ์ถวิลหาประชานิยมเพื่อหวังเพียงเรียกคะแนนของพรรคใดพรรคหนึ่ง กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการในวันนี้จึงเป็นวาระของประชาชนอย่างแท้จริงในการนำพาประเทศ “ก้าวพ้นประชานิยม สู่สังคมสวัสดิการ”






