
ประชามติและการปฏิรูป
โดย...โคทม อารียา
โดย...โคทม อารียา
ครม.และ คสช.ได้มีมติที่จะเสนอให้ สนช.พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใน 7 ประเด็น ซึ่งวิป สนช.ก็รีบขานรับโดยเล็งว่าจะพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 18 มิ.ย. 2558 ให้จบทั้ง 3 วาระภายในวันเดียว ประเด็นที่เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ได้แก่
1) ลักษณะต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่ง สนช. และรัฐมนตรี จะขอแก้ไขจากเดิม “ไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” เป็น “ไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในกรณีทุจริต” ซึ่งคาดเดาว่าจุดมุ่งหมายของการแก้ไขประเด็นนี้อาจไม่ใช่เพื่อการแต่งตั้ง สนช.เพิ่มเติม หากมุ่งที่การปรับ ครม. เพื่อให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถเป็นรัฐมนตรีได้
2) การขยายเวลาให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเวลาในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มจากเดิม 60 วัน เป็น 90 วัน หมายความว่า สปช.น่าจะลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในประมาณเดือน ก.ย. บวกกับอีกหลายเดือนเพื่อแจกจ่ายและให้ประชาชนทำความเข้าใจกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็คาดว่าโรดแมปกำลังถูกขยายออกไป เช่น ประมาณ 5 เดือนถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบจากการลงคะแนนเสียงประชามติ หรือประมาณ 12 เดือนถ้าไม่ผ่าน อย่างไรก็ดี การขยายเวลาของโรดแมปออกไปด้วยเหตุแห่งการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็เข้าใจได้ ถ้าเราเห็นด้วยกับการลงประชามติ
3) นอกจากจะมีการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังอาจจะมีการลงประชามติเพิ่มได้อีก 2 ประเด็น โดยให้ สนช.เสนอ 1 ประเด็นคำถาม และ สปช.เสนอ 1 คำถาม ข้อที่พึงพิจารณาคือ เรื่องนี้มีเจตนารมณ์หรือมีเหตุผลอะไรรองรับ เนื่องจากยังไม่มีการแจ้งให้ทราบถึงเจตนารมณ์ดังกล่าว ขอจินตนาการในแง่ลบว่า สนช.อาจตั้งคำถามเช่น “ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการขยายโรดแมปโดยต่ออายุ คสช. และเลื่อนเวลาการเลือกตั้งออกไปอีก 2 ปี” คำถามเช่นนี้จะชอบธรรมหรือไม่ ดูเหมือนว่าผู้ที่เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งนี้ คงคิดเผื่อไว้แล้วว่า ถ้ามีข้อสงสัยว่าคำถามใดจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็ให้อยู่ในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกัน ถ้า สปช.ตั้งคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับมติของ สปช.ที่จะให้รัฐทำการปฏิรูปในประเด็นที่ระบุในเอกสารการปฏิรูปประเทศของ สปช.” เนื่องจากเข้าใจว่าการลงประชามติครั้งนี้จะมีผลผูกพันตามเสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีผู้มาลงคะแนนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ คำตอบต่อคำถามของ สปช. จะเป็นการผูกพันรัฐอย่างเคร่งครัดเพียงใด และจะเกินความพอดีหรือไม่ ผมจะขอย้อนกลับมายังเรื่องการปฏิรูปในตอนท้ายของบทความนี้
4) ไม่ว่า สปช.จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่า สปช.ชุดนี้หมดภารกิจลง หลังลงคะแนนในเรื่องนี้ (เดิม สปช.จะถูกยุบในกรณีที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นจะทำหน้าที่ต่อไปจนกว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมีผลบังคับใช้) อย่างไรก็ดี สปช.อาจคล้ายกับนกฟีนิกซ์ ซึ่งตามตำนานเล่าว่า เมื่อกายถูกเผาไหม้ในกองเพลิง นกตัวใหม่ก็จะทะยานขึ้นมา แจ่มจรัสกว่าตัวเดิม ในกรณีของเรานี้จะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สขป.) มีสมาชิก 200 คน (สปช.มีสมาชิก 250 คน) มาทำหน้าที่ปฏิรูปโดยไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งนี้ พยายามตอบโจทย์ของแม่น้ำทั้ง 5 สาย โดยสาย คสช.อาจได้ต่ออายุอย่างแนบเนียนผ่านประชามติ สาย ครม.อาจได้รัฐมนตรีใหม่ สาย สนช.และสาย สปช. สามารถตั้งคำถามถามประชาชนผ่านประชามติ สาย กมธ. (คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) ได้เวลาทำงานเพิ่มอีก 30 วัน มีแต่ สปช.ที่อาจต้องแปลงร่างเป็น สขป. ส่วนประชาชนได้แสดงมติ แต่ประเด็นที่ควรไตร่ตรองให้ดีคือ ทั้งหมดนี้ช่วยลดความขัดแย้งทางการเมืองลง และช่วยให้เกิดการปฏิรูปอันจำเป็นต่อการวางรากฐานสู่อนาคตได้ดีเพียงใด
ในส่วนของการทำงานของ คสช.นั้นขอออกความเห็นดังนี้ เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งปีนับตั้งแต่การรัฐประหาร แต่มีคำสำคัญ 3 คำที่ขึ้นต้นด้วย ป. ปลา คือ ปฏิรูป ปรองดอง และประชาธิปไตย ซึ่งน่าจะเป็นเกณฑ์ในการประเมินว่าการรัฐประหารที่บอกว่าจะปฏิรูปประเทศ จะสร้างความปรองดอง และจะคืนประชาธิปไตยให้โดยเร็วนั้น ประสบความสำเร็จหรือเสียของกันแน่ ต้องยอมรับว่า คสช.ก็ใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย และมีความคืบหน้าในหลายด้าน แต่ความคืบหน้าในทั้ง 3 ด้านดังกล่าวยังเห็นได้ไม่ชัดเจน จุดเด่นของ คสช. คือ มีผลการสำรวจความนิยมว่าทำงานเข้าตาประชาชน สามารถใช้ข้าราชการ และใช้อำนาจทั้งบริหารและนิติบัญญัติได้อย่างมีเอกภาพ แต่ยังไม่มีการสำรวจความเห็นของประชาชนว่า คสช.ทำงานได้ผลเพียงใดในทั้ง 3 ด้านดังกล่าว
ในส่วนของการปฏิรูปนั้น ขอออกความเห็นว่า การปฏิรูปอาจมีหลายขั้นตอน ก่อนอื่นต้องมีความเห็นที่แพร่หลายในสังคมว่ามีปัญหา ซึ่งฝ่ายบริหาร/การเมืองเองประสบความยากลำบากในการแก้ไข แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขต้องใช้เวลาและต้องมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง
การปฏิรูปไม่ควรทำในหลายๆ เรื่องพร้อมกันจนเกินไป โดยต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่ควรปฏิรูปในลำดับก่อนไว้ดังนี้ 1) การกระจายอำนาจการปกครอง 2) การปฏิรูปที่ดิน 3) การทำให้การบรรจุ โยกย้ายและให้ความดีความชอบแก่ข้าราชการเป็นไปตามระบบคุณงามความสามารถ (Merit System) 4) การล้มเลิกคตินิยมพี่น้องพ้องพวกทางการเมือง (Political Clientelism)







