posttoday
คงดอกเบี้ยนโยบาย รักษาเงินออมรับลงทุนภาครัฐ

คงดอกเบี้ยนโยบาย รักษาเงินออมรับลงทุนภาครัฐ

12 มิถุนายน 2558

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา บอร์ด กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพราะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

นอกจากนี้ กนง.เป็นกังวลว่าการลดดอกเบี้ยอาจทำให้เงินออมลดลง และเกิดเงินทุนไหลออก จึงเห็นว่าควรติดตามผลของการลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง รวม 0.5% ก่อนหน้านี้ว่าส่งผลอย่างไรต่อภาวะเศรษฐกิจบ้าง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตามน้อยกว่าดอกเบี้ยนโยบายมาก

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายน่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลับเห็นว่าการลดดอกเบี้ยอีกไม่น่าจะมีผลดีอะไรที่ชัดเจน

ประเด็นที่ตลาดเงินมองกันว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในช่วงนี้ ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากมาย เพราะปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้เต็มเพดานอยู่แล้ว ทั้งกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หนี้ส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ  ซึ่งหนี้กลุ่มนี้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ย 20-28% ซึ่งผู้ประกอบการก็ไม่ได้ลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบาย

ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นไปเป็นสัดส่วน 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แล้ว และหากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย หนี้ครัวเรือนอาจสูงทะลุ 100% ของจีดีพี

ทางด้านนิติบุคคลเอง ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะการแข่งขันปล่อยสินเชื่อ ทำให้ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้กับเอกชนในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบกับความเสี่ยง ทำให้จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารประกาศอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ดี โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ต่อให้ดอกเบี้ยต่ำแค่ไหนธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยกู้ให้

ฉะนั้นเมื่อลดดอกเบี้ยแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับด้านสินเชื่อ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะลดลง ในขณะเดียวกันจะส่งผลทางด้านเงินฝากให้ลดลงตามไปด้วย เพราะไม่ได้ผลตอบแทนจากการออมเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากยิ่งกว่า

ทำไม ธปท.จึงเป็นห่วงว่าเงินออมลดต่ำจะสร้างปัญหา นั่นเป็นเพราะเงินออมเป็นแหล่งเงินขนาดใหญ่ที่จะนำออกมาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป รัฐบาลมีแผนที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่านับแสนล้านบาท จะมีการกู้เงินมหาศาล ซึ่งแหล่งเงินกู้ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ก็คือการกู้จากในประเทศ หรือกู้จากต่างประเทศ

การกู้ในประเทศนั้น รัฐบาลทำได้หลายวิธี ทั้งการออกพันธบัตร การให้รัฐวิสาหกิจกู้ตรง หรือให้สัมปทานเอกชนลงทุนแทน ซึ่งเอกชนก็อาจใช้วิธีการระดมทุนจากการขายหุ้นกู้ เพิ่มทุนจดทะเบียน กู้จากสถาบันการเงิน เป็นต้น

ส่วนการกู้นอกประเทศ รัฐบาลอาจจะเปิดประมูลเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศให้สถาบันการเงินต่างชาติเสนอดอกเบี้ยมา ใครคิดดอกเบี้ยต่ำที่สุดก็ใช้เงินกู้จากแหล่งนั้น แต่การกู้ต่างประเทศมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นต้นทุนด้วย และผลตอบแทนที่จ่ายคนไทยไม่ได้อะไร กลายเป็นต่างชาติได้ประโยชน์

ในรายงานข้อมูลรายได้ประชาชาติของประเทศไทย พ.ศ. 2556 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำไว้ ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่ สศช.เผยแพร่ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551-2556 การออมเบื้องต้นของไทยเพิ่มขึ้น 6.7 แสนล้านบาท แต่หากเทียบกับจีดีพีกลับลดลง 2.1% จาก 29.1% ของจีดีพี เป็น 27%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการออมของประเทศไทย ไม่เพียงพอต่อการช่วยให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างมีเสถียรภาพ หากต้องการให้ประเทศขยายตัวประมาณ 5-6% ต่อปี คนไทยทั้งหมดจะต้องออมเพิ่มขึ้นเป็น 35.3-37% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ออมอยู่ในระดับเพียง 27% ของจีดีพี หรืออย่างน้อยก็ต้องออมให้ได้ 32.3-34% ของจีดีพี จึงจะเพียงพอรับการลงทุนในประเทศ

ช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุน (Investment saving gap) ของไทย ขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ หากปีไหนที่การลงทุนในประเทศมีมาก ช่องว่างจะเริ่มกว้างขึ้น เพราะจะเกิดการแย่งแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยจะขยับขึ้น แต่หากภาวะเศรษฐกิจซบเซาไม่มีการลงทุน ช่องว่างการออมและการลงทุนก็จะแคบลง

ประเทศที่มีเงินออมน้อย ไม่เพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ก็จะต้องกู้เงินต่างประเทศมาใช้ ทำให้ต้นทุนการเงินสูง ค่าบริการที่เก็บได้ก็ต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้หมด และมีความเสี่ยงสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วในช่วงเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เจ้าหนี้รุมทวงเงินคืน ทำให้ทุนสำรองในประเทศที่สะสมไว้มากมายเหลือไม่ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สิ่งที่ต้องจับตาภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ที่มีการคาดกันว่าการลงทุนภาครัฐจะเกิดขึ้นผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัว และภาคเอกชนก็จะขยายการลงทุนตาม โดยงบประมาณประจำปี 2558-2559 รัฐจัดสรรงบลงทุนรวม ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมการลงทุนของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ

หากเงินฝากในระบบมีน้อยลง ในขณะที่รัฐบาลมีแผนลงทุนมหาศาล ก็จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยกลับมาขาดดุลได้ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องหันกลับไปพึ่งพิงเงินทุนจากต่างชาติเพื่อที่จะชดเชยเงินออมในประเทศ

สิ่งที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจอ่อนแอ คือ การขาดดุลแฝด นั่นคือการขาดดุลงบประมาณพร้อมกับขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเวลานานเกินไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจไทยในปี 2540 ประเทศไทยขาดดุลแฝดนาน 7-8 ปี ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะรองรับวิกฤตเศรษฐกิจได้

พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นอุปสรรคกับการออมจริง และมีผลให้การออมลดลง แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ใช่เวลาที่จะส่งเสริมการออม ประเทศต้องการให้มีการบริโภคการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการออมเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องส่งเสริมต่อไปเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นและคนมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลยังคงใช้การบริโภคเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปริมาณการออมทรัพย์หดเรื่อยๆ โดยไม่มีการส่งเสริมให้มีการออมในระยะยาวในอนาคต ก็น่าเป็นห่วง เพราะหากขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยไม่มีเงินออมมาสนับสนุน การลงทุนก็อาจจะเสียโอกาส หรือเสียเปรียบเจ้าหนี้ 

ดังนั้น การที่ ธปท.พยายามรักษาดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่สมดุล เพื่อรักษาเงินออมไว้ในประเทศ ก็เป็นหนึ่งในการรักษาสเถียรภาพเศรษฐกิจเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ