
รื้อการตั้งบอร์ด
ปฏิบัติการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เข้าจับกุมนายมนตรี โสตางกูร อดีตกรมวังผู้ใหญ่ ประจำพระองค์อดีตพระวรชายาฯ สำนักพระราชวัง อดีตกรรมการบริษัท ปตท. และอดีตกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ได้แอบอ้างเบื้องสูงและใช้ตำแหน่งหน้าที่ซึ่งบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น ไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศที่สะท้อนถึงความหละหลวมในการกำกับดูแลและตรวจสอบของผู้บริหารราชการแผ่นดินของไทย
ปฏิบัติการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เข้าจับกุมนายมนตรี โสตางกูร อดีตกรมวังผู้ใหญ่ ประจำพระองค์อดีตพระวรชายาฯ สำนักพระราชวัง อดีตกรรมการบริษัท ปตท. และอดีตกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ได้แอบอ้างเบื้องสูงและใช้ตำแหน่งหน้าที่ซึ่งบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น ไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศที่สะท้อนถึงความหละหลวมในการกำกับดูแลและตรวจสอบของผู้บริหารราชการแผ่นดินของไทย
เพราะข้อมูลที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ชี้แจงต่อสาธารณะว่า จากการสอบสวนนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แล้วพบว่า นายมนตรีได้แอบอ้างตัวเองว่าเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดเบื้องสูง และได้ไปขอให้รัฐมนตรีแต่งตั้งตนเองให้เป็นกรรมการบริษัท ปตท. และบริษัท กสท โทรคมนาคม จึงเชื่อหรือหลงเชื่อว่าสิ่งที่นายมนตรีกล่าวอ้างเป็นความจริง
ถ้อยคำของอดีตรัฐมนตรีทั้งสองคน ถือเป็นการบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า บรรดานักการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นอย่างไร มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่รัฐมนตรีแค่ไหน มีการตรวจสอบคุณสมบัติมากน้อยแค่ไหน ให้ความสำคัญกับการพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลเข้าไปนั่งในตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจอย่างไร
ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศที่จะต้องมีการปฏิรูปและสังคายนากันให้สะเด็ดน้ำ เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติให้การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าไปนั่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีของเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แม้ว่าพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 จะกำหนดหน้าที่ของกรรมการให้ทำหน้าที่ด้วยควมระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริต หรือ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่ได้เพิ่มข้อกำหนดในเรื่องคุณสมบัติของกรรมการและผู้บริหาร รวมทั้งกำหนดขอบเขตของการทำหน้าที่ในเรื่องความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริตให้ชัดเจนมากขึ้น แต่หากรัฐมนตรีตัดสินใจส่งกรรมการที่ขาดสำนึกแห่งความรับผิดชอบไปนั่ง ก็ป่วยการที่จะสร้างระบบการกำกับกิจการที่ดี และป่วยการที่จะสอบถามหาความรับผิดชอบของรัฐมนตรีที่แต่งตั้งบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการ
รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ควรใช้เหตุการณ์นี้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การแต่งตั้งบุคคลที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกันคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เข้าไปนั่งกำกับทางนโยบายและมีหน้าที่ชัดเจนในการดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการ และฝ่ายจัดการก็ต้องกล้าที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันมิให้กรรมการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบไปข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองอีกต่อไป







