
ตลาดเกิดใหม่ทรุด ทุนผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ถึงกับขนาดที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาร้องขอไม่ให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากหวั่นวิตกว่าจะกลายเป็นการเปิดฉากภาวะมหกรรมทุนไหลออกครั้งใหญ่จากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
สถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในภาวะอึมครึมอย่างเห็นได้ และยังไม่มีสัญญาณของการฟื้นตัวแต่อย่างใด ไม่ว่าจากมุมไหนของโลกก็ตาม ไม่เว้นแม้กระทั้งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่าจะผงาดขึ้นมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ก่อนหน้านี้ จิม โอเนล นักเศรษฐศาตร์ชื่อดัง อดีตประธาน โกลด์แมน แซคส์ แสดงความเห็นไว้ว่า หลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเผชิญกับวิกฤตการเงินปี 2009 กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทน โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มประเทศบริค”
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเติบโตอยู่ที่ 4.3% เท่านั้นในปีนี้ ลดลงจาก 4.6% ในปี 2014 และ 5% ในปี 2013
สอดรับกับรายงานของเวิลด์แบงก์ว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเติบโตได้เพียง 4.4% เท่านั้นในปีนี้ จากเดิมที่ 4.8% เมื่อปีที่แล้ว
ส่วนกลุ่มประเทศบริคซึ่งเคยได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมนั้น กลับเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในปีนี้จีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 7% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ
ขณะที่รัสเซียเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2014 โดยล่าสุดเมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจรัสเซียขยายตัว -1.9% เพราะปัจจัยด้านการคว่ำบาตรจากซีกโลกตะวันตกและการส่งออกทรุดจากภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ
เช่นเดียวกับบราซิลที่ภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกจนทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ -0.2% ในไตรมาสเดียวกัน
มีแต่อินเดียเท่านั้นที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจผงาดขึ้นมาอย่างร้อนแรง หลังจากนักการเมืองหัวปฏิรูปอย่าง นเรนทรา โมดี ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีการเปิดนโยบายทางเศรษฐกิจใหม่เพื่อสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวได้ดีถึง 7.3% เมื่อปีที่ผ่านมา
กระนั้นก็ตาม รากุราม ราจัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) กลับปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วถึง 3 ครั้ง เมื่อช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในสัญญาญที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจอินเดียยังไม่แข็งแกร่งจนขับเคลื่อนได้เอง แต่ยังต้องใช้มาตรการของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังอยู่ในสภาพค่อนข้างน่าเป็นห่วง และต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายประการมากในปีนี้
หนึ่งในปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่มากในปีนี้ คงหนีไม่พ้นความเสี่ยงของภาวะทุนไหลออก จากการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่ง ฮิวจ์ ยัง หัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของอเบอร์ดีน สถาบันการเงินชื่อดัง แสดงความเห็นว่า แม้ว่าภาวะทุนไหลออกจะไม่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แต่กระนั้นก็จะส่งผลต่อความเชื่อของนักลงทุนในระยะสั้น
แน่นอนว่า หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนหดหาย ย่อมกลายเป็นการซ้ำเดิมสภาพเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัวอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ภาวะทุนไหลออกยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความผันผวนในตลาดค่าเงิน โดยจะส่งผลให้สกุลเงินท้องถิ่นของประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับที่ภาวะสกุลเงินอ่อนค่าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงที่เฟดประกาศยุตินโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อต้นปี 2014
กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะสกุลเงินอ่อนค่ามากที่สุด จะเป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และขาดดุลบัญชีการค้า เช่น อินโดนีเซีย ตุรกี อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มประเทศอ่อนไหวทั้ง 5
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด คาดการณ์ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะมีขึ้นภายในปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้ตามการคาดการณ์ของเฟด ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก เชื่อว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสองรอบภายในปีนี้ โดยจะเริ่มครั้งแรกในเดือน ก.ย.
หากการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นจริง ตลาดเกิดใหม่ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และขาดดุลการค้าสูงอย่างอินโดนีเซีย จะต้องเผชิญกับวิกฤตทุนไหลออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นในที่สุด จนการบริโภคชะลอตัว
แม้กรณีดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศที่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เนื่องจากช่วยให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเงื่อนไขดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำอย่างรุนแรงตามราคาน้ำมัน โดยในปัจจุบันราคาน้ำมันต่ำลงมากว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงกลางปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการโหมขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ของสหรัฐ จนส่งผลให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันล้นตลาดโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซีย ซึ่งสัดส่วนการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทำให้รายได้ของประเทศต้องหดหายไป เศรษฐกิจถูกสั่นคลอนอย่างหนัก มิหน้ำซ้ำยังเผชิญกับการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศตะวันตก
ส่วนมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่เช่นกัน ก็เผชิญกับราคาน้ำมันตกต่ำจนทำให้ค่าเงินริงกิตร่วงลง และอาจทำให้เป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูงต้องชะลอออกไป
ขณะที่ประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ฝ้าย และอื่นๆ ก็ต้องเผชิญกับภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขาลงตามราคาน้ำมันเช่นกัน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นพอดีกับช่วงการชะลอตัวของประเทศเศรษฐกิจรายใหญ่อย่างจีน ซึ่งถือเป็นคู่ค้าส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ ทำให้สัดส่วนการนำเข้าสินค้าดังกล่าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว และถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงไม่แข็งแกร่งและอ่อนไหวอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ หากพิจารณาในระยะยาวแล้วจะพบว่า พื้นฐานของเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเผชิญกับปัญหาอีกหลายประการเช่นกัน และทำให้ยากที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นกำลังหลักสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเอง
ไอเอ็มเอฟ ระบุในรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจประจำปี 2015 ว่า ในระยะกลางศักยภาพการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาพการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศอย่างญี่ปุ่นและไทย สภาพความอ่อนแอของภาคการลงทุน ขณะที่เงินที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบเข้าไปกองอยู่ในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ มากกว่าจะมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง เนื่องจากเอกชนไม่กล้าลงทุนเพิ่ม
นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ เช่น ศักยภาพในการผลิตต่ำ เนื่องจากช่องว่างทางเทคโนโลยีก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถ่างออกจากกัน
ล่าสุดเวิลด์แบงก์ปรับลดการคาดการณ์ของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลืออยู่ที่ 2.7% จากเดิมที่ 3% โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากการชะลอตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่างรัสเซียและบราซิลฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก มากกว่าการฟื้นตัวของเขตเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (อียู) จะสามารถต้านทานได้
สภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขณะนี้จึงต้องถือว่าอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากทีเดียว ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างสภาพเศรษฐกิจโลกและปัจจัยความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจภายใน จึงยากที่จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน







