
วิกฤตน้ำไม่พอใช้ เอกชนตื่น!เตรียมแผนรับมือแล้ง
สถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งกรมชลประทานยอมรับว่าวิกฤตที่สุดในรอบ 20 ปี น้ำในเขื่อนหลักซึ่งหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปิง วัง ยม น่าน และป่าสัก
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งกรมชลประทานยอมรับว่าวิกฤตที่สุดในรอบ 20 ปี น้ำในเขื่อนหลักซึ่งหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปิง วัง ยม น่าน และป่าสัก ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางเหลือปริมาณน้ำใช้ได้อีกเพียง 40 วันเท่านั้น หากฝนไม่ตกในปริมาณที่มากกว่านี้ ช่วงปลายเดือน มิ.ย. และต้นเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ ถือเป็นช่วงวิกฤตที่สุดสถานการณ์ดังกล่าวเกษตรกรได้รับการแจ้งเตือนให้เลื่อนเวลาทำนาปีไปแล้ว สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินว่า การเลื่อนทำนาปี จะทำให้เงินหมุนเวียนการเพาะปลูกในช่วง 2 เดิือนนี้หายไป 6 หมื่นล้านบาท และหากงดส่งน้ำทำนาปรัง จะทำให้เงินหมุนเวียนหายไปอีก 6 หมิื่นล้านบาทเช่นกัน
ขณะที่ช่วง 40 วันนี้ ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จะใช้เพียงแค่การอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ซึ่งหากผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว ปริมาณฝนยังไม่มากพอ ก็ย่อมส่งผลต่อน้ำกินน้ำใช้แก่ภาคครัวเรือนและสถานประกอบการ
ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมหลายแห่งใน จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ยังไม่มีการแจ้งเตือนจากการประปาส่วนภูมิภาคว่าจะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งนี้ ซึ่งเชียงใหม่ยังไม่เคยเกิดวิกฤตการณ์ดังกล่าวมาก่อน ทั้งนี้จะมีการประชุมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือ
อย่างไรก็ตาม พรชัย จิตรนวเสถียร นายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงใหม่ เจ้าของธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ 2 แห่งในเมืองเชียงใหม่ เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหา หรือจะมีผลกระทบรุนแรงจนทำให้เกิดการกักตุนน้ำแต่อย่างใด
จินตนา ตระกูลฮุน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีห้องพักกว่า 250 ห้อง ยอมรับว่าปีนี้เป็นปีแรกที่น้ำไม่พอ ต้องสั่งซื้อน้ำจากเอกชน ทำให้ต้องช่วยกันประหยัดมากขึ้น เพิ่มความเข้มข้นการตรวจสอบมากขึ้น จะหวังพึ่งจากภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาน้ำสำรองเพิ่ม แม้กระทั่งพื้นที่ในตัวเมืองก็เกิดปัญหา ถ้าฝนตกน้อยปัญหาจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะเล็ก แต่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากถึงปีละ 10 ล้านคน ทำให้แหล่งน้ำในพื้นที่มีไม่เพียงพอ การบริหารจัดการน้ำสำหรับ จ.ภูเก็ต จึงต้องใช้งบประมาณมหาศาล
พิศักดิ์ ชลยุทธ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาภูเก็ต กล่าวว่า การประปาจะใช้งบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท สร้างท่อส่งน้ำจากเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี มายังภูเก็ต ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหากเกิดกรณีขาดแคลนน้ำ ก็จะรับซื้อน้ำจากเอกชนวันละ 2,000-5,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ราคา ลบ.ม. หรือคิวละ 12.50 บาท เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ขณะที่พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี สองจังหวัดท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลใกล้ กทม. นับว่าโชคดีที่ฝนตกมาก ทำให้น้ำในเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีน้ำเพียงพอใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคไปตลอดทั้งปี
วีระ เพ็งทอง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยืนยันว่า พื้นที่รับผิดชอบอย่างหัวหินและปราณบุรีนั้น จะมีน้ำเพียงพอใช้ตลอดปี แต่หากยังแล้งฝนไม่ตกอีก จะมีผลกระทบด้านการเกษตรเท่านั้น
สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็หนักหน่วง ชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 จ.นครราชสีมา ยอมรับว่า น้ำในเขื่อนลำตะคองและอ่างเก็บน้ำอื่นๆ ในพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มิ.ย.เป็นต้นไปฝนจะตกน้อยลง และจะมีฝนเพิ่มขึ้นช่วงเดือน ส.ค. อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมากในช่วงปลายเดือน ก.ค. จะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค
ปัญหาขาดแคลนน้ำเริ่มส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างชุมชนเกิดขึ้นแล้ว ล่าสุดชาวบ้าน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี และชาวบ้านจาก อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท กว่า 200 คน ขอให้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ตัดสินปัญหาแย่งน้ำทำนา โดยผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ขอให้ชาวบ้านแต่ละฝ่ายผลัดกันสูบน้ำกลุ่มละ 6 วัน โดยขอให้ทหารมาทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้มีการลักลอบสูบน้ำ
ทั้งนี้ พื้นที่นาในลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังวิกฤตหนัก เนื่องจากชาวนากว่า 20% เริ่มไถหว่าน ขณะที่หลายพื้นที่เริ่มทำนาปรังตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. หลังกรมชลประทานเริ่มปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานอีกครั้ง แต่เมื่อมีการประกาศงดปล่อยน้ำ ก็ทำให้นาปรังพื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ในพื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังจะเสียหาย และมีทีท่าว่าจะขยายวงกว้างออกไปอีก







