
พ่อแม่นศ.ไทยถูกปากีฯจับกุมวอนรัฐช่วยเหลือ
ตรัง-พ่อแม่ 1 ใน 5 นักศึกษาไทย ที่ถูกปากีสถานควบคุมตัวหลังตรวจค้นพบปืนก่อนขึ้นเครื่องบินวอนรัฐบาลช่วยเหลือกลับประเทศ
ตรัง-พ่อแม่ 1 ใน 5 นักศึกษาไทย ที่ถูกปากีสถานควบคุมตัวหลังตรวจค้นพบปืนก่อนขึ้นเครื่องบินวอนรัฐบาลช่วยเหลือกลับประเทศ
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นางจิตรา สองหลง อยู่บ้านเลขที่ 14/1 หมู่ที่ 10 บ้านนาหยีค้อม ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง มารดานายศักดิ์กริยา สองหลง ซึ่งเป็น 1 ใน 5 นักศึกษาไทยที่ถูกทางการปากีสถานควบคุมตัวหลังจากถูกตรวจพบอาวุธปืน พร้อมกระสุน ก่อนขึ้นเครื่องบิน ที่เมืองละฮอร์ ประเทศปากีสถาน กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าลูกชายจะมีส่วนเกี่ยวข้องต่ออาวุธปืน พร้อมกระสุน ที่ถูกตรวจพบดังกล่าว
นางจิตรา กล่าวว่า นายศักดิ์กริยา เป็นบุตรคนที่ 2 ของครอบครัว จากจำนวนทั้งหมด 3 คน แรกเริ่มได้เรียนหนังสือชั้น ป.1-6 ในโรงเรียนแถวบ้านจ.ตรัง ก่อนย้ายไปเรียนชั้น ม.1-3 ทั้งวิชาศาสนา และวิชาสามัญ ที่โรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่งในจ.สตูล และกลับมาเรียนต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนนูรุลอิงซานมูลนิธิ จ.ตรัง จากนั้นได้มีเพื่อนๆ แถวบ้านชักชวนไปเรียนวิชาศาสนา ที่โรงเรียนมุสลิมแห่งหนึ่ง ในเมืองสวาบี ประเทศปากีสถาน เมื่อปี 2556 โดยตั้งเป้าที่จะเรียนให้จบ 9 ปี หรือเทียบเท่ากับการจบปริญญาตรี เพื่อเดินทางกลับมาเป็นครูสอนศาสนาที่จังหวัดตรัง
นางจิตรา กล่าวอีกว่า ตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่าน ลูกชาย ไม่เคยเดินทางกลับมาบ้านเลย แต่จะโทรศัพท์พูดคุยกับพ่อแม่อยู่เป็นประจำ ทราบว่ามีความเป็นอยู่ที่ดี เพราะทางโรงเรียนให้การช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน ขณะที่ทางครอบครัวก็มีรายได้จากการทำสวนยางพาราไม่มากนัก จึงสามารถส่งไปให้ลูกชายที่ประเทศปากีสถาน ได้เดือนละ 3 พันบาทเท่านั้น ส่วนการเรียนก็ทราบว่าอยู่ในระดับที่ดี และไม่เคยทราบข่าวว่ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นเลย กระทั่งล่าสุดลูกชายโทรศัพท์มาบอกว่า จะกลับบ้านที่จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. แต่ไม่นึกว่าจะต้องมาถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเช่นนี้
"ลูกชายไม่เคยมีนิสัยเกร ประพฤติตัวที่เสื่อมเสีย หรือ สร้างความเดือดร้อนให้กับทางครอบครัวเลย นับตั้งแต่ยังอยู่ที่จังหวัดตรัง ทำให้รู้สึกงุนงงอย่างมากว่าถูกจับกุมตัวได้อย่างไร เพียงแต่อาจจะโชคร้ายเพราะการกระทำของเพื่อนๆ บางคน ซึ่งทางครอบครัวก็ไม่เคยรู้จักว่า มีนิสัยใจคออย่างไร โดยหลังเกิดเรื่องได้มีเจ้าหน้าที่จากทางจังหวัด อำเภอ สันติบาล และสถานทูตปากีสถานประจำประเทศไทย มาสอบถามข้อมูล ซึ่งทางครอบครัวก็ยืนยันว่า ไม่มีทางที่ลูกชายจะไปทำเรื่องราวที่เหลวไหลเด็ดขาด จึงอยากให้ทางการช่วยเหลือให้เขาได้กลับมายังจังหวัดตรังโดยเร็วที่สุด แต่หากไม่มีอะไรคืบหน้า ก็อาจจะต้องเดินทางไปหาลูกชายที่ปากีสถาน"นางจิตรา กล่าว







