
เพิ่มผลิตรับส่งออกยาดมพุ่ง
ยักษ์ยาดมทุ่มพันล้านผุดโรงงานใหม่ ดันกำลังผลิต 10 เท่า รับยอดขายอาเซียนโตแรง
ยักษ์ยาดมทุ่มพันล้านผุดโรงงานใหม่ ดันกำลังผลิต 10 เท่า รับยอดขายอาเซียนโตแรง
นางสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) ผู้ผลิตยาดมยี่ห้อเซียงเพียว และเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการผลิตรองรับการตลาดอาเซียนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยโรงงานแห่งใหม่ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตมากกว่าเดิม 10 เท่า และได้เริ่มเดินเครื่องผลิตแล้วในปี 2558
ทั้งนี้ ประเทศกลุ่มอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ซึ่งยอดขายสินค้าที่บริษัทส่งออกไปจำหน่ายในตลาดอาเซียนมีอัตราการเติบโตมากกว่า 50% ต่อปี โดยสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปตลาดอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขายรวมที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น
“บริษัทลงทุนขยายโรงงานในประเทศ เนื่องจากตลาดส่งออกเติบโตมาก มีอาเซียนเป็นตลาดหลัก และคาดว่าต่อไปตลาดจะเติบโตมากขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้า อัตราภาษีลดลง และการกีดกันทางการค้าลดลง เชื่อว่าตลาดจะขยายตัวได้อีก บริษัทจึงจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิต” นางสุวรรณา กล่าว
ปัจจุบัน บริษัทส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในชาติอาเซียนทุกประเทศ โดยเวียดนามและกัมพูชาเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เนื่องจากสินค้าของบริษัทมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งยังได้มีการสื่อสารกับผู้แทนจำหน่ายอย่างชัดเจนในการกระจายสินค้า รวมถึงการสร้างแบรนด์ ทำให้สินค้าเป็นที่นิยมอยู่ในตลาดได้
สำหรับปีนี้บริษัทมีแผนจะเน้นการสร้างแบรนด์ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยจะเพิ่มงบประมาณการทำตลาดในแต่ละประเทศในสัดส่วนที่ต่างกัน เนื่องจากต้องพิจารณาว่าสินค้าอยู่ในระดับไหนของตลาด
ในประเทศนั้นๆ ซึ่งแต่ละประเทศจะใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ยังได้ศึกษาลู่ทางการตั้งสำนักงานในต่างประเทศด้วย เนื่องจากต้องการจะให้พนักงานเข้าไปเก็บข้อมูลในตลาดนั้นๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ตลาดได้อย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันการเก็บข้อมูลตลาดยังทำได้น้อย และบริษัทต้องส่งทีมงานจากเมืองไทยเข้าไปเก็บข้อมูลตลาด ลูกค้าด้วยตัวเอง ดังนั้นการเข้าไปตั้งสำนักงานในต่างประเทศ จะช่วยทำให้การหาข้อมูลสะดวกและง่ายกว่า
ด้านสถานการณ์ตลาดในประเทศปีนี้ คาดว่ายอดขายทั้งปีจะเติบโตได้ 40% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ยอดขายเติบโตประมาณ 22% เนื่องจากการกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และการเติบโตจากการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าไปใช้หรือนำไปเป็นของฝาก







