
อุ้มรากหญ้า ‘ประยุทธ์’ ต้องกล้าถ้าอยากอยู่นาน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศผลงาน 1 ปี คสช.แล้วว่าได้ดำเนินการทำอะไรไปบ้าง เพื่อที่จะให้ประเทศไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศผลงาน 1 ปี คสช.แล้วว่าได้ดำเนินการทำอะไรไปบ้าง เพื่อที่จะให้ประเทศไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
คำชี้แจงในช่วงที่ คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีสภาพเป็นเป็ดง่อย มีการอธิบายเหตุและผลในการเข้าบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. มีระยะเวลาและแผนงานที่ชัดเจน ว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร นั่นคือการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวซ้ำๆ ทุกเวที ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถึงจุดยืนของ คสช.เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการปฏิรูปประเทศ ก็จะเปิดให้มีการเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน
ความพยายามชี้แจงถึงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศ คืนความสุขให้ประชาชน และการตั้งทีมเศรษฐกิจขึ้นบริหารประเทศ โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นหัวหน้าทีม ก็สร้างภาพที่ดีให้กับ คสช. และนายกฯ ให้อำนาจเต็มและพร้อมสนับสนุนทีมให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจขาลงอย่างเต็มที่
เมื่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งวางโรดแมปของประเทศไว้อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนต่างชาติคลายความกังวลใจและคอยติดตามดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่ แต่ทันทีที่มีการโยนหินถามทางว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะบริหารประเทศนานเกินกว่า 2 ปี หากประชาชนต้องการ ความอึมครึมก็กลับมาสู่วังวนของเศรษฐกิจทันที
อาจจะเป็นความโชคร้ายของรัฐบาล คสช.ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังสุกงอม ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้นตัวดีหลังจากเจอผลกระทบจากฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาแตก
ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างประเทศไทย จึงเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะการส่งออกลดลงต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยลำบากไปตามๆ กัน
นอกจากนี้ สงครามน้ำมันระหว่างสหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงลงอย่างรุนแรง ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย แต่น้ำมันซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ได้ลากให้ราคาสินค้าเกษตรซึ่งอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ซื้อขายล่วงหน้ามีราคาตกต่ำตามไปด้วย
ฉะนั้น เกษตรกรของไทยก็ขายสินค้าไม่ได้ราคา โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ๆ อย่าง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ทำให้รายได้ลดลง เมื่อผสมกับนโยบายของรัฐบาลที่จะเน้นช่วยเหลือปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร ไม่ใช้โครงการประชานิยมเหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ทำให้ครัวเรือนภาคเกษตรประสบภาวะรายได้น้อยลง แต่หนี้สินครัวเรือนสูงขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลไปเจอหนี้สาธารณะที่ถูกซุกไว้ในโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลที่แล้ว ที่สร้างผลขาดทุนทิ้งไว้ให้เป็นภาระให้ต้องมาแก้ไขอย่างน้อย 5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับการจัดเก็บภาษีที่ได้น้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจ ก็ทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะลงทุนในโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดชั่วคราวขึ้นในภาคครัวเรือน
สำหรับเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อการส่งออกแย่ลง และวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทยอย่างรัสเซีย อียู ญี่ปุ่น จำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่มที่มีศักยภาพเหล่านี้หายไป แม้จะถูกทดแทนด้วยนักท่องเที่ยวจีนก็ทำได้แค่ประคองให้การท่องเที่ยวไม่แย่ลงกว่าที่เป็นอยู่
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาล คสช.ทำมาตลอด 1 ปีคือการประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใส่เงินใหม่เข้ามาในระบบให้หมุนเวียนได้มากนัก
อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองนานหลายปี ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างช้าๆ รายได้ของครัวเรือนภาคเกษตรที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศลดลง ผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่ดีจะลงไปที่กลุ่มรากหญ้าก่อน เมื่อกำลังซื้อคนกลุ่มนี้ไม่มีก็จะไปเริ่มที่ภาคค้าก่อน ร้านค้าย่อย และร้านค้าปลีกในต่างจังหวัด เงียบเหงาขายของไม่ได้ก็จะไม่สั่งซื้อของจากโรงงาน แรงงานที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็จะได้รับผลกระทบก่อน
หากไม่มีแรงกระตุ้น ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ความซบเซาก็จะเริ่มลามไปยังภาคการผลิต ที่จะลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมลง หากลามไปยังภาคการผลิตแล้วจะเห็นภาพชัดเจนว่าเศรษฐกิจแย่จริงๆ
อมรเทพ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายซื้อแต่ของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และนำเงินที่มีไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะเจอความเสี่ยงอะไรเพิ่มอีก สภาพคล่องก็จะล้นแบงก์ แต่ธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพราะกลัวหนี้เสีย
“ผมทำนายว่าปัญหาจะเริ่มที่รากหญ้าก่อน ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มขึ้นแล้ว จะต้องใช้เวลาอีกสักพักประมาณ 8-12 เดือน ก็จะเริ่มขยายตัวลามไปยังกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบเป็นรายๆ ตามสถานะทางการเงินหากมีสายป่านยาวก็จะยังไปต่อได้ ถ้าเริ่มขาดเงินทุนก็คงลำบาก” อมรเทพ กล่าว
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ดัชนีเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่จะถูกนำมาใช้จะมีระยะเวลาก่อนที่จะส่งผลกระทบที่แท้จริง ประเทศไทยเจอน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ทำให้จีดีพีติดลบ ช่วงนั้นดัชนีความเชื่อมั่นลดลงอย่างรุนแรง แต่ดัชนีก็กลับมาเป็นบวกเมื่อรัฐบาลออกโครงการรถคันแรก แต่หลังจากผ่านไป 1 ปี โครงการนี้ได้สร้างหนี้ครัวเรือนสูงมากทำให้การบริโภคชะลอตัวลง จนถึงปัจจุบันกำลังซื้อก็ยังไม่เพิ่มกลับมา การลงทุนภาคเอกชนก็ไม่มี
“ที่น่าเป็นห่วงคือ หลังการรัฐประหารดัชนีความเชื่อมั่นสูงขึ้น แต่ยิ่งนานวันดัชนีความเชื่อมั่นก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ สะท้อนว่าประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดี รัฐบาลนี้จะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจได้” แหล่งข่าวระบุ
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับการรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในปี 2549 ช่วงนั้นดัชนีความเชื่อมั่นลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้ง ดัชนีความเชื่อมั่นก็กลับมาเป็นบวกอย่างรวดเร็ว
แหล่งข่าวระบุว่า หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองก็จะเห็นชัดเจนว่า หากปล่อยให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยเมื่อไหร่ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเร็ว แต่ถ้าลากให้ยาวนานไป กลุ่มที่จะลำบากที่สุดคือกลุ่มรากหญ้า และหากรัฐบาลไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ เราอาจจะได้เห็นการลุกฮือขับไล่รัฐบาลทหาร จากประชาชนที่มาไล่เพราะไม่มีกินจะเกิดขึ้น
“เงื่อนไขที่จะทำให้ประชาชนไม่เอารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาจากปัญหาปากท้องโดยแท้จริง ซึ่งนักธุรกิจก็มองเห็นเหมือนกันว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือภาคการเกษตรให้รวดเร็วกว่านี้ แต่รัฐบาลพบทางตันตรงที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะฉีดออกมาช่วยเหลือกลุ่มใดทั้งสิ้น แม้แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องช่วย ก็มีแต่มาตรการแต่การให้เงินกู้จริงกลับมีน้อยมาก” แหล่งข่าวระบุ
ผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลนี้ คือการเข็นกฎหมายหลายฉบับที่ไม่สามารถออกได้ง่ายในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนผลงานด้านเศรษฐกิจเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลสามารถทำได้ แถมสถานการณ์ยังแย่ลงเมื่อกลุ่มรากหญ้าเจอผลกระทบจากเศรษฐกิจ เต็มๆ และเริ่มลามมาที่คนชั้นกลาง แต่กลุ่มคนมีรายได้สูงก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร
สภาพแวดล้อมและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่บีบรัด ทำให้รัฐบาลไม่สามารถจะทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องอยู่นานเพื่อปรับโครงสร้างประเทศ รัฐบาลก็ต้องปรับกระบวนท่าการทำงานใหม่ทั้งหมด เรียงลำดับความสำคัญของงานว่าเรื่องใดสำคัญต้องทำก่อน เรื่องไม่สำคัญทำทีหลัง ไม่ใช่ไปหยิบเรื่องมโนสาเร่มาเป็นเรื่องที่ต้องทำเร่งด่วน เช่นเห็นปัญหาหวยแพงสำคัญกว่าการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังแย่จากพิษเศรษฐกิจ
หากได้มีโอกาสอยู่ต่อ เชื่อว่ารัฐบาลจะยกเครื่องการทำงานใหม่หมด เพราะขืนยังทำงานแบบเดิมปล่อยให้ปัญหาคลี่คลายด้วยตัวเองโดยการซื้อเวลา ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเองได้หรือไม่ สถานการณ์อ่อนไหว รัฐบาลไม่สามารถร้อยใจประชาชนไว้ได้ หากโดนซ้ำเติมด้วยปัญหาการเมือง อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยซึมลึกลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่







