
ปปส. เผาทำลายซาฟรอลกว่า16ตันตัดวงจรผลิตยาอีกว่า20ล้านเม็ด
รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลาย ซาฟรอลกว่า 16 ตัน ตัดวงจรผลิตยาอีได้กว่า 20 ล้านเม็ด เตือนภัยยาเลิฟยาอีเสพแล้วมีอาการซึมเศร้า สถิติฆ่าตัวตายสูง
รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลาย ซาฟรอลกว่า 16 ตัน ตัดวงจรผลิตยาอีได้กว่า 20 ล้านเม็ด เตือนภัยยาเลิฟยาอีเสพแล้วมีอาการซึมเศร้า สถิติฆ่าตัวตายสูง
วันที่ 11 มิ.ย. ที่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษประเภท 4 (ไอโซซาฟรอลและซาฟรอล) จำนวน 16 ตัน สามารถนำไปผลิตยาอีและยาเลิฟได้กว่า 20 ล้านเม็ด ว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ยั่งยืน คือ การยุติการผลิตยาเสพติด จากการจับกุมหลายครั้งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญประการหนึ่งในการยับยั้งการผลิต ยาเสพติดได้ คือ การควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์อย่างจริงจังไม่ให้ไปสู่แหล่งผลิตยาเสพติดได้ และเมื่อไม่นานมานี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดการประชุมระหว่างประเทศในภูมิภาคกับ 8 ประเทศที่ประสบปัญหาในการเป็นแหล่งผลิตสารตั้งต้นและการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้นในปริมาณมาก รวมถึงประเทศที่พบว่ามีการนำสารตั้งต้นไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ หารือแนวทางและกระชับความร่วมมือในการควบคุม การสกัดกั้นและเสริมสร้างมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาสารตั้งต้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ด้านนายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด( ป.ป.ส.) กล่าวว่า ป.ป.ส.ยึดของกลางซาฟรอลและได้รักษาไว้กับสถานีตำรวจภูธรคลองใหญ่ จังหวัดตราด ตั้งแต่ ปี 2551 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้คดีนี้ในส่วนการริบของกลางคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องเผาทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ครั้งนี้ถือเป็นการเผาทำลายซาฟรอล เป็นครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ท่ีผ่านมา ป.ป.ส. เคยมีการเผาทำลายซาฟรอลครั้งแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 ปริมาณรวมน้ำหนัก 50.4 ตัน หรือนับเป็นจำนวน 240 ถัง สามารถนำไปผลิตเป็นยาอี หรือ เอ็กซ์ตาซี ได้ประมาณกว่า 63 ล้านเม็ด
สำหรับยาอี ยาเลิฟ เอ็กซ์ตาซี เป็นยาเสพติดในกลุ่ม (Club Drugs) ที่แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน ออกฤทธิ์ใน 2 ลักษณะ คือ ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ฤทธิ์ของยาจะทำให้ผู้เสพรู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การได้ยินเสียง และ การมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ อันเป็นสาเหตุ ที่จะนำไปสู่พฤติกรรมเสื่อมเสียต่าง ๆ และจากการค้นคว้าวิจัยของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่า ยาชนิดนี้มีอันตรายร้ายแรง แม้จะเสพเพียง 1-2 ครั้ง ก็สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้ผู้เสพมีโอกาสติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย และยังทำลายระบบประสาททำให้เซลส์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์ให้มีความสุข หลั่งออกมามากกว่าปกติหากใช้ไประยะหนึ่งสารดังกล่าวจะลดลง ซึ่งผลจากการทำลายดังกล่าว ทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะของอารมณ์ที่เศร้าหมองหดหู่อย่างมาก กลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า และมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงกว่าคน







