
"ทีดีอาร์ไอ"แนะปรับร.พ.สังกัดสธ.เป็นองค์การมหาชน
"ทีดีอาร์ไอ" เสนอปรับโครงสร้างระบบสุขภาพ แนะให้ร.พ.สังกัดสธ.บริหารจัดการแบบองค์การมหาชน
"ทีดีอาร์ไอ" เสนอปรับโครงสร้างระบบสุขภาพ แนะให้ร.พ.สังกัดสธ.บริหารจัดการแบบองค์การมหาชน
เมื่อวันที่11มิ.ย.58 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุมวิชาการ “ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตย” ในโอกาส 9 ปีของสช. โดยมีการเสวนาที่น่าสนใจในหัวข้อ ”สมดุลของการอภิบาลระบบสุขภาพ”
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ปัจจุบันการให้บริการสุขภาพของภาครัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น จึงควรปรับปรุงโครงสร้างใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้รับบริการที่ดี มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น จึงเสนอให้มีการปฏิรูปด้วยการแยกโรงพยาบาลและสถานพยาบาลรัฐ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นนิติบุคคลที่มีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ หรือองค์การมหาชน เนื่องจากผู้ออกนโยบายและกำกับดูแล ไม่ควรเข้ามาเป็นผู้ให้บริการเอง
สำหรับโรงพยาบาลขนาดเล็กที่อาจไม่คุ้มค่าในการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ควรใช้วิธีการรวมกลุ่มโรงพยาบาล เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น เช่นตัวอย่าง โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นองค์การมหาชน มีกรรมการโรงพยาบาลจากคนในท้องถิ่น ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งในเรื่องของ เขตสุขภาพเพื่อประชาชน ที่ทางสช.ผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถือว่าสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูประบบสุขภาพที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น
“วันนี้ไม่ว่าจะเจ็บป่วยมากหรือน้อยแค่ไหน ทุกคนวิ่งไปรักษาที่โรงพยาบาลกันหมด ทำให้การบริการและแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่ง รองรับไม่ไหว ทำให้ผู้เจ็บป่วยเร่งด่วนบางส่วน ต้องไปโรงพยาบาลเอกชน เพราะไม่สามารถรอรับการรักษาจากโรงพยาบาลรัฐได้ และหลายกรณีการรักษาจากโรงพยาบาลรัฐ เป็นเพียงการสงเคราะห์เท่านั้น เพราะข้อจำกัดในหลายทั้งงบประมาณ และบุคลากร”
ขณะเดียวกันควรเปิดให้ภาคเอกชน มีบทบาทในระบบสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในระบบการดูแลสุขภาพเบื้องต้น (primary care) การเร่งโอน สถานีอนามัย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรองรับผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนข้อกังวลว่าจะให้บริการไม่ดีพอหรือหากำไรนั้น รัฐสามารถวางเงื่อนไข ตรวจสอบ และประเมินประสิทธิภาพ
"ถ้าเป้าหมายสูงสุดของการดูแลสุขภาพ คือ ประชาชนได้รับการบริการที่ดี ดังนั้นจะมีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมบริหาร หากเอกชนสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาที่ไม่สูงเกินไป"
นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน วิชาชีพ และประชาชนมีความสำคัญต่อการ อภิบาลร่วมสมัย ซึ่งการให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริการสุขภาพ มีความสำคัญที่จะมาช่วยแชร์ทรัพยากร ทั้งข้อมูล เครื่องมือ และบุคลากร ทำให้การบริการประชาชนดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ภาคเอกชนก็ร่วมมือกับภาครัฐในหลายๆโครงการมาแล้ว อาทิ การรณรงค์ตรวจคัดกรอง เพื่อป้องกันและรักษามะเร็งปากมดลูกในพื้นที่ต่างๆจนประสบผลสำเร็จ
“ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป จะหนีกันไปไม่ได้ ดังนั้นความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วนจึงมีความสำคัญต่อระบบสุขภาพในวันนี้และอนาคต และภาคเอกชนเอกชนเอง ก็ต้องการเข้ามาร่วมรับผิดชอบกับระบบสุขภาพของประเทศเช่นกัน แต่ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่รู้จะเข้าอย่างไร เพราะยังไม่มีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน”
นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า การดูแลระบบสุขภาพของประเทศจะต้องเลือกจุดที่สมดุลที่สุด ระหว่างการนำระบบตลาดมาใช้ หรือจะใช้อำนาจสั่งการ จะเอนเอียงไปด้านใดทางหนึ่งไม่ได้ หลายโครงการที่จะทำเพื่อดูแลสุขภาพของคนไทยให้ดีขึ้นนั้น ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้าน ว่าจะใช้ระบบบริหารจัดการอย่างไร จึงจะอยู่ในจุดสมดุลที่สุด เช่น การตั้งโรงงานผลิตวัคซีน ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงว่าจะให้รัฐหรือเอกชนควรดำเนินการ และดำเนินการอย่างไร
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตไม่มีใครปฏิเสธการอภิบาลร่วมสมัย ที่ต้องดึงทั้ง 5 ภาคส่วน มาทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย
1.ภาครัฐ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น
2. ภาคเอกชน ที่ต้องรวมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเข้ามาร่วมด้วยทั้งหมด อาทิ คลีนิค ร้านขายยา หมอนวด
3. ภาควิชาชีพ ซึ่งมีกว่า 8-9 วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
4.ภาคประชาชน ซึ่งหมายถึงชุมชนทั่วประเทศ
และ5.ผู้ที่อยู่ในสาขาอื่นๆ เช่นรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือเทคโนโลยี ทั้ง5ภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมสร้างระบบสุขภาพด้วยกันระบบจึงจะพัฒนาไปได้ไกลขึ้น







