
เทรนด์ลงทุนโลกยังฟุบ บริษัทข้ามชาติลดคนเอาตัวรอด
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
นับตั้งแต่การประกาศยกเครื่องใหม่ของมาเลเซียแอร์ไลน์ส จนถึงการประกาศปรับลดคนงานของธนาคารเอชเอสบีซีเมื่อวานนี้ ถือเป็นสิ่งที่ฉายภาพได้อย่างชัดเจนว่า แนวโน้มการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติทั่วโลกยังคงอยู่ภาวะชะลอตัว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา
ถึงแม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน แต่ผลปรากฏว่าสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกลับไปจมอยู่ในการลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบต่างๆ จนอานิสงส์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ลงสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง
บรรยากาศทางเศรษฐกิจในขณะนี้จึงเต็มไปด้วยความซบเซา จากการค้าและการบริโภคที่ชะลอตัวทั่วโลก สำหรับในมุมภาคเอกชนจึงแทบไม่ต้องพูดถึงการลงทุนใหม่ แค่การประคองธุรกิจให้อยู่รอดก็นับเป็นเรื่องยากแล้ว
จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่าขณะนี้แทบไม่มีภาคเอกชนลงทุนเพิ่ม มีแต่ต่างพยายามกันปรับลดต้นทุนให้สัดส่วนกำไรยังคงอยู่เพื่อความอยู่รอดในสังเวียนธุรกิจ
ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวของธนาคารเอชเอสบีซี โดย สจวต กัลลิเวอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหนึ่งในธนาคารรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ ประกาศว่าจะปรับโครงสร้างการบริหารทั่วโลก ส่งผลให้มีการลดตำแหน่งงานลง 2.5 หมื่นตำแหน่ง หรือเท่ากับราว 10% ของพนักงานทั้งหมดจำนวน 2.66 แสนคนทั่วโลก
นอกจากนี้ เอชเอสบีซียังเตรียมที่จะปิดสาขาในบราซิลและตุรกี ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนการปรับลดคนงานที่แท้จริงจะอยู่ที่ราว 5 หมื่นรายอีกด้วย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยตั้งเป้าว่าจะลดต้นทุนให้ได้ถึงราว 4,500-5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2017
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวต้องถือเป็นการปรับลดต้นทุนเพื่อเพิ่มสัดส่วนกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยเอชเอสบีซีตั้งเป้าว่าจะเพิ่มสัดส่วนกำไรต่อผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) ให้ได้ถึง 10% ภายในปี 2017 จากเดิมที่ 7.3% เมื่อปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับ เจพีมอร์แกน สถาบันการเงินรายใหญ่สัญชาติอเมริกัน ที่ประกาศปรับลดกำลังคนไป 5,000 ตำแหน่ง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีแผนการที่จะปรับลดกำลังคนอีก 2% ในปีหน้าอีกด้วย
โดยทางเจพีมอร์แกน ซึ่งถือเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ จะหันไปใช้เทคโนโลยีในการจัดการธุรกรรมทางการเงินแทนที่การใช้คน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นและประหยัดต้นทุน
ขณะที่ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ของฝรั่งเศส ยังประกาศปรับลดต้นทุนเช่นกัน โดยจะลดต้นทุนให้ได้ 20% และจะเพิ่มรายได้ให้ 7%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ธนาคารหลายแห่งได้ปรับลดตำแหน่งงานและยุบรวแผนกงานต่างๆ ไปแล้ว โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มกำไรให้บริษัท
กรณีการปรับลดคนงานยังเกิดขึ้นกับธุรกิจสายการบินที่เผชิญกับวิกฤตเครื่องบินตกไปก่อนหน้านี้ ทำให้จำเป็นต้องมีการยกเครื่องใหม่เพื่อล้างขาดทุน
หนึ่งในธุรกิจสายการบินที่จำเป็นต้องยกเครื่องใหม่มากที่สุดคงหนีไม่พ้น มาเลเซียแอร์ไลน์ส สายการบินประจำชาติมาเลเซีย ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการบินถึง 2 ครั้ง เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งการหายตัวไปอย่างลึกลับของเครื่องบินเที่ยวบินเอ็มเอช 370 และเที่ยวบินเอ็มเอช 17 ที่ถูกยิงตกทางภาคตะวันออกของยูเครน
นอกจากนี้ ถึงแม้มาเลเซียแอร์ไลน์สไม่ต้องเผชิญกับอุบัติเหตุทางการบิน แต่ในปัจุบันสายการบินแห่งชาติมาเลเซียก็เผชิญกับการเข้ามาแย่งตลาดจากธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในเส้นทางระยะไกลกับธุรกิจสายการบินรายใหม่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ คริสตอฟ มุลเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรายใหม่ของมาเลเซียแอร์ไลน์ส ที่ได้รับหน้าที่หลักในการเข้ามายกเครื่องสายการบินแห่งชาติมาเลเซีย จำเป็นต้องปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ทั้งหมด โดยจะปลดพนักงานถึง 6,000 คน จากเดิมที่ราว 2 หมื่นคน ภายในปี 2018
แน่นอน การตัดสินใจของซีอีโอคนใหม่มีขึ้นเพื่อเตรียมมาเลเซียแอร์ไลน์สให้พร้อมสำหรับการเพิ่มทุน ทั้งการปรับแบรนด์ใหม่ และการลดการลงทุนลงให้สัดส่วนกำไรเพิ่มสูงขึ้น นับเป็นการปรับงบการเงินให้ดูดีเพื่อสร้างเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุน
“เราต้องการจะเสนอขายหุ้นธุรกิจเราให้กับนักลงทุนที่สนใจธุรกิจสายการบิน เรามั่นใจว่าเราได้กดปุ่มเริ่มใหม่ไปแล้ว” มุลเลอร์ กล่าว
นอกจากกรณีที่กล่าวมาแล้ว ภาวะขาลงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ให้เกิดการปรับลดต้นทุน และการชะลอการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวของกับสินค้าโภคภัณฑ์ โดย สวิฟต์ เวิลด์ไวด์ รีซอร์ส ธุรกิจสรรหาพนักงานให้ธุรกิจพลังงาน เปิดเผยเมื่อช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ธุรกิจพลังงานทั่วโลกปลดคนงานแล้วมากกว่า 1 แสนคน หลังจากที่ราคาน้ำมันตกต่ำลง
ขณะที่ในสหรัฐ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (อีไอเอ) รายงานว่า การเปิดแหล่งขุดเจาะใหม่ในสหรัฐปรับตัวลดลง 60% ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนการผลิตน้ำมันในสหรัฐลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่รับขุดเจาะน้ำมันให้กับบรรดาธุรกิจพลังงานทั้งหลายที่ต้องเผชิญกับภาวะกำไรหดในระยะยาว
ด้าน โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า การปรับลดตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมพลังงาน 1 ตำแหน่ง จะทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องปลดคนงาน 3 แสนตำแหน่ง โดยขณะนี้ในเทกซัสซึ่งเป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่มีการปรับลดตำแหน่งงานไปแล้ว 2.54 หมื่นตำแหน่ง เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐต้องปรับลดสัดส่วนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลงมาเหลือ -0.7% จากเดิมที่ 0.2% ถือว่าเติบโตต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กรณีดังกล่าวฉายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การชะลอการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ ล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศราฐกิจโลกในปีนี้ลงจาก 3.7% มาอยู่ที่ 3.1% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีก่อนหน้า ปี 2011 ที่อยู่ที่ 3.9% ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2016 ปรับลงจาก 3.9% เหลืออยู่ที่ 3.6%
โออีซีดีให้เหตุผลหลักของการปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจในครั้งนี้ว่า เนื่องจากในปัจจุบันบรรษัทข้ามชาติซึ่งถือเป็นหนึ่งในแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไม่เพิ่มการลงทุนหรือใช้จ่ายเพิ่ม มิหนำซ้ำยังปรับลดการลงทุนลงอีก
ทั้งนี้ แนวโน้มการลงทุนโลกชะลอตัวมาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตปี 2009 และยังคงไม่ฟื้นตัวในปัจจุบัน แม้ภาครัฐจะพยายามกระตุ้นผ่านทั้งนโยบายการเงินและการคลังแล้วก็ตาม นับเป็นสัญญาณที่่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวแต่อย่างใด







