
หุ้นตลาดเกิดใหม่ส่อซึมยาว ปัจจัยฉุดโตเพียบ ดันนักลงทุนหนี
หลังทำสถิติปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 จนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนในช่วงปิดตลาดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเปิดตลาดรับวันแรกของรอบสัปดาห์นี้ด้วยการเดินหน้าปรับตัวดิ่งลงเช่นเดิม
หลังทำสถิติปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 จนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนในช่วงปิดตลาดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเปิดตลาดรับวันแรกของรอบสัปดาห์นี้ด้วยการเดินหน้าปรับตัวดิ่งลงเช่นเดิม
รายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า ดัชนีเอ็มเอสซีไอ อีเมิร์จจิ้ง มาร์เก็ต ซึ่งเป็นดัชนีวัดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลก ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 11 หรือลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 977.74 จุด เมื่อเวลา 14.27 น. ตามเวลาตลาดฮ่องกง นับเป็นสถิติที่ดิ่งลงต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 24 ปี หรือนับตั้งแต่
ปี 1990
ไม่เพียงแต่ความเคลื่อนไหวในตลาดทุนของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก เท่านั้นที่ปรับลดลง ค่าเงินและตลาดพันธบัตรตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศดังกล่าวก็อ่อนค่าหรือลดลงเช่นกัน
วานนี้ ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ลดลง 0.8% ต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. และค่าเงินไลราของตุรกีร่วงลงอ่อนค่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงเสริมจากปัจจัยทางการเมืองอย่างผลการเลือกตั้งที่พรรคเอเคพี ของประธานาธิบดีเรเซพ ตอยยิป แอร์โดกัน ซึ่งมีรากฐานหลักการบริหารจากศาสนาอิสลามยังสามารถรักษาตำแหน่งได้อย่างเหนียวแน่น
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองจากสถานการณ์ทิศทางความเคลื่อนไหวของตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในขณะนี้ก็คือความเป็นจริงที่ว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายสินทรัพย์ของตลาดกลุ่มนี้เพื่อขนเงินกลับไปยังตลาดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วนั่นเอง
ไมโซ ดาส นักกลยุทธ์จากโนมูระโฮลดิ้งส์ประจำสิงคโปร์ แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุชัดว่า พิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกรอบด้านในปัจจุบัน ตลาดหุ้นประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่คงต้องทำใจยอมรับภาวะตลาดซบเซาหลายเดือนนับต่อจากนี้
ความคิดเห็นข้างต้นสอดคล้องกับทัศนะจากนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสำนักซึ่งเห็นตรงกันว่า นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเทขายหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แน่นอน
สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทิศทางขาลงของตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นในอีเมิร์จจิ้ง มาร์เก็ตในขณะนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักกลยุทธ์ประมวลและสรุปว่ามาจาก 4 ปัจจัยด้วยกัน
ปัจจัยแรกสุด ก็คือความเคลื่อนไหวของสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งเมื่อสุดสัปดาห์มีดัชนีบ่งชี้ว่าการเติบโตของพญาอินทรีกำลังฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง นั่นคือ ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ดีที่สุดในรอบ 5 เดือน ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.ปีนี้
“ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐทำให้เกิดการเทขายหุ้นและค่าเงินในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่” ดาส กล่าว โดยการจ้างงานสหรัฐในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 2.8 แสนตำแหน่งจากเดือน เม.ย.ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.21 แสนตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน การจ้างงานที่ดีขึ้นยังมีขึ้นพร้อมกับที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 สกุลเงินหลักของโลก โดยเมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐกับสกุลเงินเยนของญี่ปุ่น ผลปรากฏว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 ปี
แนวโน้มทางบวกของเศรษฐกิจสหรัฐทำให้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองเห็นโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ จึงตัดสินใจเทขายหุ้นของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ตนเองถือเพื่อนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐแทนนั่นเอง
ปัจจัยประการที่สอง ก็คือ สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ล่าสุดสำนักงานศุลกากรกลางจีนเพิ่งจะรายงานว่าตัวเลขการนำเข้าและส่งออกสินค้าจีนเดือน พ.ค. ที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าลดลงจากเดือน เม.ย. 17.6% มาอยู่ที่ 1.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน
ขณะที่มูลค่าการส่งออกของจีนในช่วงเดือนเดียวกันลดลง 2.5% จากเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 1.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยแม้ตัวเลขส่งออกจะดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้แต่ก็ยังคงเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3
ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้เชี่ยวชาญมานานแล้วว่า เศรษฐกิจจีนมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ ในฐานะคู่ค้าส่งออกนำเข้าสินค้าที่สำคัญ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจจีนไม่สู้ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงมีแนวโน้มตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในภาวะปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เริ่มเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น หรือก็คือยังไม่พร้อมรับความเสี่ยง
ดังนั้น การลงทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงในระดับหนึ่งจึงไม่ใช่ทางเลือกที่น่าพิสมัยสักเท่าไรนักสำหรับนักลงทุนในปัจจุบัน ที่ต้องการความปลอดภัยมากกว่าปริมาณผลตอบแทน
ปัจจัยประการที่สาม ที่ทำให้เกิดแรงเทขยายตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ก็คือ ประเด็นวิกฤตหนี้กรีซ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ เคเรม เบย์คาล ผู้จัดการการเงินของเอเค พอร์ทฟอย ในนครอิสตันบูล ระบุว่า ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
ความไม่แน่นอนข้างต้น ทำให้นักลงทุนเกิดความรู้สึกวิตกกังวลและไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงใดๆ อีก ดังนั้นการเลือกลงทุนในสหรัฐหรือประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในห้วงเวลานี้
สำหรับปัจจัยประการสุดท้าย ก็คือ ทิศทางราคาน้ำมันขาลงหลังทราบมติการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่ระบุชัดว่าจะยังคงรักษาระดับการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน
บลูมเบิร์กรายงานวานนี้ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 58.54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 62.75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้จะมีรายงานกิจกรรมแท่นขุดเจาะสหรัฐที่ลดลงแล้วก็ตาม
ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นี้ บางส่วนคือประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของประเทศ ขณะที่อีกบางประเทศ น้ำมันคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก
ดังนั้น นักวิเคราะห์จากหลายสำนักจึงเห็นว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้แล้วในขณะนี้ก็คือประเทศซาอุดิอาระเบีย
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบีย นั่นคือกระแสความต้องการที่จะกู้เงินในซาอุดิอาระเบียเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศของราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียก็หดตัวติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 1 เดือน
ถามว่าทำไมปัจจัยดังกล่าวจึงมีผลต่อการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อเบอร์ดีนอธิบายชัดว่า ตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แตกต่างจากตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วตรงที่แรงขับเคลื่อนลงทุนหลักมาจาก
นักลงทุนต่างชาติ ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะขึ้นอยู่กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศเป็นหลัก
เพราะฉะนั้น จึงเท่ากับว่าการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก หรือปัจจัยใดๆ ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนจนกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุนจึงมีผลต่อกระแสการไหลเข้า-ออกของเงินทุนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั่นเอง
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่สหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวสวนทางกับที่จีนชะลอตัว และปัจจัยความเสี่ยงจากกรีซกับราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศกำลังพัฒนาในหลายพื้นที่ทั่วโลก มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มเสีย รวมถึงมีความเสี่ยงมากขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
ดังนั้น นับต่อจากนี้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีแววว่าต้องทำใจรับกระแสทุนไหลออกมากกว่าไหลเข้าแน่นอน







