
เอลนินโญ-วิกฤตหรือโอกาส
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
มีรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ไม่ทราบว่าเป็นข่าวดีหรือข่ายร้ายสำหรับคนไทยหรือประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามน่าจะเป็นข่าวที่ทางการไทยโดยเฉพาะ คสช.และรัฐบาลควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตหรือโอกาสที่จะเกิดขึ้น กล่าวคือ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้เป็นต้นไป จนถึงปลายปีหรือกลางปีหน้า อาจจะเกิดความแห้งแล้งผิดปกติ ฝนตกน้อย และอากาศจะร้อนขึ้นกว่าธรรมดา ผลผลิตทางการเกษตรจะได้รับความเสียหาย
ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้ คือ ปรากฏการณ์เอลนินโญ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศเหนือมหาสมุทร และการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก เอลนินโญเคยสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทยมาแล้วเมื่อปี 2540-2541 อย่างรุนแรง
สำหรับปีนี้เป็นที่แน่นอนว่าเอลนินโญจะกลับคืนมาสู่หลายๆ ประเทศในย่านริมมหาสมุทรแปซิฟิกภาคตะวันออก เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และไทย เป็นต้น เพราะตั้งแต่เดือนที่แล้ว สำนักงานพยากรณ์อากาศของออสเตรเลียได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้เกิดปรากฏการณ์เอลนินโญขึ้นแล้ว และคาดว่าจะกินเวลายาวไปจนถึงต้นปีหน้า ส่วนบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ คาดว่าเอลนินโญครั้งนี้จะกินเวลายาวนานไปจนถึงกลางปีหน้า และทางอินเดียคาดว่าเอลนินโญปีนี้จะทำให้ลมมรสุมน้อยลงกว่าปกติค่อนข้างมาก
องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ คาดการณ์ว่าเอลนินโญปีนี้จะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศในแถบนี้
สำหรับผลกระทบในทางเศรษฐกิจ ถ้าเกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรงตามที่คาด จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญๆ หลายตัวได้รับความเสียหายผลผลิตลดลง เช่น ปาล์ม ข้าว ยาง และผลผลิตอาหารต่อเนื่อง เช่น การปศุสัตว์ ฯลฯ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของภูมิภาคดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 2540-2541 ที่เกิดปรากฏการณ์เอลนินโญที่รุนแรงที่สุด ทำให้เศรษฐกิจเสียหายกว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจากการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ถ้าเกิดเอลนินโญขึ้นจะทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และไทยเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5-0.9% เนื่องจากราคาอาหารคิดเป็นร้อยละ 48, 33 และ 34 ของราคาสินค้าที่นำมาใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อของแต่ละประเทศตามลำดับ
เอลนินโญปีนี้เป็นการกลับมาครั้งแรกในรอบ 5 ปี และถึงแม้ว่าเป็นที่ยอมรับว่าได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังต้องติดตามศึกษาต่อว่าจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละประเทศก็ไม่เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับสถาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศ แต่ประเทศไทยโดยเฉพาะเกษตรกรคงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสภาพแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อยไปไม่ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับเกษตรกรและประชาชนคนไทยอย่างใกล้ชิดในระยะเวลาหลายเดือนข้างหน้านี้
ที่พูดไว้แต่ต้นว่า ข่าวปรากฏการณ์เอลนินโญนั้นไม่ทราบว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายสำหรับประเทศไทยหรือคนไทย โดยเฉพาะเกษตรกรไทยก็คือ โดยปกติเมื่อผลผลิตทางการเกษตรเสียหายเพราะความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ราคาอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ผู้ที่มีรายได้ประจำจะเดือดร้อนและอาจทำให้ธนาคารกลางต้องตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แต่สำหรับประเทศไทยขณะนี้ ถ้าใช้ตัวเลขของไอเอ็มเอฟเป็นเกณฑ์ในการคำนวณโดยใช้ตัวเลขสูงสุดว่า ถ้าเกิดภาวะเอลนินโญแล้วจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มอีก 0.9% ถ้าบวกเข้ากับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 2.1% ก็ยังอยู่ในเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารชาติที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 4 และคงส่งผลกดดันให้ธนาคารชาติต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ทำให้ภาคเศรษฐกิจการผลิตอื่นๆ ไม่ต้องรับภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเอลนินโญเที่ยวนี้ถ้ามายาวและรุนแรงอย่างที่คาดการณ์จริง อาจเป็นทูตสวรรค์ที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมาช่วยให้รัฐบาล คสช.ระบายข้าว 18 ล้านตันด้วย ที่รัฐบาลก่อนรับจำนำไว้ในโกดังออกไป โดยเสียหายมากเท่าที่คาดไว้ เพราะถ้าเอลนินโญทำให้ผลผลิตข้าวของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่และประเทศผู้ผลิตข้าวเพื่อบริโภคอย่างจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้รับความเสียหาย ปริมาณข้าวในตลาดโลกจะลดลง ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น ประเทศไทยที่เก็บสต๊อกข้าวไว้มากมายมหาศาล ย่อมที่จะถูกรางวัลแจ็กพอตเพราะโชคช่วยเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพักนี้ได้ยินข่าวว่ารัฐบาลจะรีบระบายข้าวออกไป ก็อยากให้ลองประเมินสถานการณ์ให้รอบด้าน มิฉะนั้นถ้าระบายข้าวออกไปราคาถูกๆ แล้ว ถ้าเกิดข้าวขาดแคลนเพราะ
เอลนินโญขึ้นมาจริง เราจะเสียโอกาสลดความเสียหายที่พึงจะได้ ไหนๆ สู้แบกภาระนี้มาเป็นปีแล้ว ถ้าจะประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้งก็ไม่น่าจะเสียหาย
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา คือ การมองโลกในแง่บวก ซึ่งต้องนับว่าเอลนินโญเป็นข่าวดีแต่ข่าวร้ายคือ ถ้าเกิดความแห้งแล้งขึ้นอย่างรุนแรง ถึงราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะซัพพลายลดลงเนื่องมาจากผลผลิตทางการเกษตรของโลกได้รับความเสียหาย แต่เกษตรกรไทยอาจตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เพราะขาดแคลนน้ำ ถึงราคาข้าวเพิ่มขึ้นจริงทำให้รัฐบาลขายข้าวในสต๊อกออกไปได้ แต่ราคาข้าวสารในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ถ้าเกษตรกรไม่มีข้าวอยู่ในมือ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีเพราะไม่มียุ้งฉางเก็บ) ก็อาจต้องไปซื้อข้าวสารมาบริโภคในราคาแพงกว่าเดิม สรุปแล้วราคาข้าวตก ชาวนาก็เดือดร้อน ราคาข้าวขึ้น ชาวนาก็เดือดร้อน เป็นเรื่องพึงระวังและน่าสมเพชเวทนา
สำหรับประเด็นนี้ รัฐบาลคงต้องรีบเข้าไปดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำในสต๊อกโดยด่วนว่า จะบริหารจัดการเก็บน้ำไว้ใช้มากน้อยเพียงใด โดยขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ส่งผลกระทบอันจะเกิดขึ้นจากสภาวะเอลนินโญที่ว่านี้ด้วย ผมก็ได้แต่ฝันว่าถ้าเกิดข้าวในตลาดโลกขาดแคลน ราคาแพงขึ้น รัฐบาลระบายข้าวในสต๊อกออกไปได้เป็นชิ้นเป็นอัน เหลือไว้แค่เพียงพอกับสำรองเพื่อการบริโภคในยามฉุกเฉิน แต่ชาวนามีน้ำที่สต๊อกไว้ปลูกข้าว ผลผลิตที่ออกมาขายได้ราคาเกินกว่าเกวียนละ 1 หมื่นบาท แต่นี่สารพัดปัญหาทางเศรษฐกิจในเมืองไทยก็จะบรรเทาเบาบางลงโดยอัตโนมัติเพราะเอลนินโญใช่ไหมครับ
ส่วนชาวสวนปาล์ม สวนยางนั้น ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันปาล์มกับน้ำยางจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเกิดอากาศแล้งจัดเพราะเอลนินโญ ผลผลิตต่อไร่ก็จะลดลงทำให้รายได้ที่พึงจะได้ไม่เพิ่มขึ้น ก็จะเดือดร้อนอีก เพราะตอนที่ผลผลิตดี ราคาตกต่ำ เป็นอะไรที่น่าคิดว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ชาวสวนปาล์ม สวนยาง สามารถคงปริมาณการผลิตไว้ได้ระดับหนึ่งเพื่อทำให้รายได้เพิ่มขึ้น เมื่อสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ลดลงเพราะผลจากเอลนินโญที่กำลังเข้ามาเยือนและจะอยู่ต่อในอีกอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี
ส่วนคนชั้นกลางในเมืองนั้น ไม่ว่าจะมีเอลนินโญหรือไม่มีเอลนินโญ คงต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายเงินค่าอาหารที่แพงขึ้นๆ ทุกวันต่อไป และจะยิ่งแพงขึ้นถ้าเกิดเอลนินโญ เพราะขนาดราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาอาหารยังแพง แล้วถ้าราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ราคาอาหารจะยิ่งไม่แพงขึ้นได้อย่างไร ขนาดกล้วยน้ำว้าเดี๋ยวนี้ยังหวีละ 25 บาทในตลาด และ 50 บาทในซูเปอร์มาร์เก็ตเลย
หวังว่าเมื่อเกิดเอลนินโญจะไม่ปรับราคาขายขึ้นเป็นหวีละ 100 บาทนะครับ สงสารพระ...
สรุปแล้วเอลนินโญอาจเป็นโอกาสหรือวิกฤตก็ได้สำหรับรัฐบาลและเกษตรกร แต่สำหรับคนชั้นกลางแล้วคงเป็นวิกฤตที่จะต้องแบกรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับคนกลุ่มนี้ผมแนะนำให้เตรียมฝึกนอนไม่เปิดเครื่องปรับอากาศไว้ด้วย เพราะพออากาศร้อนผู้คนก็จะใช้ไฟมากขึ้น แล้วค่าไฟฟ้าจะไม่เพิ่มขึ้นยังไง
ขออนุญาตจบแค่นี้ครับ จะรีบไปปิดไฟ







