posttoday
ปฏิรูปจีนถึงเป้า?

ปฏิรูปจีนถึงเป้า?

09 มิถุนายน 2558

จีนเปิดเผยตัวเลขส่งออก-นำเข้าประจำเดือน พ.ค. เมื่อวานนี้ ซึ่งปรากฏว่าตัวเลขทั้งสองอย่างหดตัวลงทั้งคู่ แม้ว่าจะทำให้จีนได้ดุลการค้าต่างประเทศต่อไป แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างคำถามให้กับจีนครั้งสำคัญ ว่าการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีนที่ตั้งใจไว้นั้นประสบความสำเร็จบ้างแล้วหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนว่าจากตัวเลขที่ปรากฏออกมาให้เห็นนั้น ยังถือว่าจีนยังห่างไกลเป้าหมาย หนำซ้ำยังทำให้จีนเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงด้วยซ้ำ

จีนเปิดเผยตัวเลขส่งออก-นำเข้าประจำเดือน พ.ค. เมื่อวานนี้ ซึ่งปรากฏว่าตัวเลขทั้งสองอย่างหดตัวลงทั้งคู่ แม้ว่าจะทำให้จีนได้ดุลการค้าต่างประเทศต่อไป แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างคำถามให้กับจีนครั้งสำคัญ ว่าการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีนที่ตั้งใจไว้นั้นประสบความสำเร็จบ้างแล้วหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนว่าจากตัวเลขที่ปรากฏออกมาให้เห็นนั้น ยังถือว่าจีนยังห่างไกลเป้าหมาย หนำซ้ำยังทำให้จีนเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงด้วยซ้ำ

เมื่อวานนี้ จีนเปิดเผยว่า การส่งออกของจีนประจำเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ภาคการนำเข้าของจีนหดตัวรุนแรงถึง 17.6% ในเดือนเดียวกัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้จีนได้ดุลการค้าต่างประเทศที่ 5.949 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ครับ

ย้อนกลับไปดูเป้าหมายการปฏิรูปของจีน จีนต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ จากการเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก มาสู่การเป็นประเทศที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ดังนั้น ตัวเลขการนำเข้าจึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า การปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีนนั้นก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่แล้ว

จากตัวเลขยังเห็นว่า แม้ว่าการส่งออกของจีนจะปรับลด แต่สัดส่วนการปรับลดก็ยังถือว่าน้อยมากเพียง 2.5% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าจีนยังคงต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันตัวเลขการนำเข้าของจีนนั้นกลับลดลงถึง 17.6% สะท้อนให้เห็นถึงการบริโภคภายในของจีนที่ยังอ่อนแออยู่

นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาถึงตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อของจีนด้วยเช่นกัน ที่จะสะท้อนให้เห็นการบริโภคภายในของจีนว่าก้าวหน้าไปมากแค่ไหน โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ดัชนีเงินเฟ้อของจีนอยู่ที่ 1.5% แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากสองไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็เป็นการขยับเพียงเล็กน้อย คือจาก 1.4% มาอยู่ที่ 1.5% เท่านั้น

ซึ่งถือว่าห่างไกลจากเป้าหมายที่จีนวางเอาไว้ที่ 3% ราวครึ่งทางทีเดียว

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า จีนกำลังเผชิญหน้ากับการปฏิรูปที่เชื่องช้า และเป้าหมายยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากนัก ตามที่บรรดาผู้นำจีนได้ออกปากให้โลกควรจะทำความคุ้นเคยกับภาวะ "เชื่องช้าเป็นปกติ" หรือนิวนอร์มอล ของจีนให้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การที่จีนยอมที่จะเชื่องช้าเพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น อาจจะเจอแรงบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจจีนอย่างคาดไม่ถึง

ตามที่นักวิเคราะห์หลายๆ ฝ่ายหวั่นเกรงไว้นั่นล่ะครับ ว่าดีไม่ดี จีนปฏิรูปไม่ถึงไหน และเศรษฐกิจอาจจะเสี่ยงกับการฮาร์ดแลนดิ้งด้วยซ้ำ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท