
หวั่น สปสช.ถูกยกเลิกจ่ายเงินช่วยเหลือแพทย์-พยาบาล
สปช.หวั่น คตร.ตีความกฎหมายหลักประกันสุขภาพใหม่ ไม่เข้าใจระบบ ทำแพทย์พยาบาล ประชาชนเดือดร้อน
สปช.หวั่น คตร.ตีความกฎหมายหลักประกันสุขภาพใหม่ ไม่เข้าใจระบบ ทำแพทย์พยาบาล ประชาชนเดือดร้อน
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ดร.ทัศนา บุญทอง นส.สารี อ๋องสมหวัง นางสาวสุภัทรา นาคะผิว และ นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงข่าวเรียกร้องให้มีการตีความกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบุคลากรสาธารณสุข
ดร.ทัศนา กล่าวว่า ภายหลังจากที่ คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐ (คตร.) ได้รายงานผลการตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และพบว่ามีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งให้ สปสช.ดำเนินการชี้แจง และตั้งคณะกรรมการพิจารณาตีความกฎหมายใหม่นั้น รู้สึกกังวลในประเด็นที่ คตร.ระบุว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข ขัดต่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ให้บริการทางการแพทย์ มีความเสี่ยงจากการตั้งใจให้บริการอยู่ตลอดเวลา อยู่ในโรงพยาบาลก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือโดนทำร้าย หรือแม้แต่การส่งต่อผู้ป่วย ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน จากข้อมูลในปี 2557 พบว่า มีผู้ให้บริการที่ได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นรวม 420 ราย เป็นพยาบาล 206ราย ผู้ช่วยเหลือคนไข้ 102 ราย แพทย์ 28 ราย และอื่นๆ เช่น ทันตแพทย์ เภสัชกร คนงาน ฯลฯ 84ราย และใช้เงินไปเพียง 3,578,050 บาทเท่านั้น
“บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะ พยาบาล เป็นกำลังสำคัญในการให้บริการผู้ป่วย และเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขได้ แต่การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น จะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากร อันจะจรรโลงให้ระบบบริการสุขภาพมีความยั่งยืน ดิฉันในนามของนายกสภาการพยาบาล ขอเรียกร้องให้มีการตีความกฏหมายแบบกว้าง โดยยึดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 เป็นสำคัญ” ดร.ทัศนา กล่าว
ด้าน นส.สารี กล่าวว่า ประเด็นที่ คตร.ให้ สปสช.ไล่เบี้ยเอาผิดหลังจากที่ สปสช.มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ซึ่งทุกคนทราบดีว่า เป็นเหตุสุดวิสัยสามารถเกิดขึ้นได้นั้น เป็นกรณีที่ สตง.เคยแนะนำให้ สปสช.ไล่เบี้ย แต่เรื่องนี้มีความซับซ้อนมากกว่านั้น ซึ่งตนเห็นด้วยกับ ดร.ทัศนา ที่บอกว่าบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครอยากทำผิดพลาด ทุกคนตั้งใจทำงาน ตั้งใจให้บริการประชาชนอย่างเต็มกำลัง แต่ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ หากมีแนวคิดในการ “ไล่เบี้ย” จะทำให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อขวัญ กำลังใจต่อบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก ทางออกของเรื่องนี้ ตนสนับสนุน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและช่วยให้การฟ้องร้องบุคลากรสาธารณสุขลดลง โดยใช้ระบบการเยียวยาความเสียหายเข้ามาแทนที่ ส่งผลให้ข้อพิพาทระหว่างผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ลดลง
“ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อตีความเรื่องนี้ คำนึงถึงหลักเหตุผลตรงนี้ให้มาก หากไปไล่เบี้ยเอาผิดก็จะทำให้ระบบสาธารณสุขภาครัฐมีความเสียหาย แพทย์ พยาบาล ก็ขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน และรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลา เข้าใจว่าในการตรวจสอบ ยึดตามระเบียบมากไป จนลืมดูข้อเท็จจริงว่าการทำแบบนั้น ท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเอง” นส.สารี กล่าว
ขณะที่ นางสาวสุภัทรา กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจากที่มีมาตรา 18 (4) ในการเยียวยาผู้ให้บริการกรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข และมาตรา 41 ที่กำหนดให้มีการเยียวยาผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยเป็นการเยียวยาเบื้องต้น ช่วยบรรเทาความเดือนร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรานี้คือประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการ จึงอยากให้มีการทบทวนทั้งในประเด็นการสั่งให้ สปสช.ชะลอการเยียวยาผู้ให้บริการ รวมถึงการให้ไล่เบี้ยโรงพยาบาลที่เท่ากับเป็นการหาผู้กระทำที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการพิสูจน์ถูกผิดกรณีเกิดความเสียหายในการให้หรือรับบริการสาธารณสุข จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักในเรื่องนี้
นอกจากนี้ นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นที่ คตร.ระบุว่า การจ่ายเงินให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีสิทธิรับเงินตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมต่างๆ มหาวิทยาลัย สภาวิชาชีพ มูลนิธิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่ใช่หน่วยบริการเป็นการใช้งบประมาณที่ผิดต่อ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มองว่าเป็นการตีความที่แคบที่อาจส่งผลกระทบต่อการจัดบริการและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนได้โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
ดังนั้นจึงขอให้ตีความตามเจตนารมณ์ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ระบุว่า “ให้ชนชาวไทยมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามกฎหมายบัญญัติ และให้บริการสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมเท่าที่จะกระทำได้”







