
ตื่น‘เฟด’ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด
นักลงทุนวิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ดันเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ธปท.ย้ำยังไม่มีสัญญาณน่าห่วง
นักลงทุนวิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ดันเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ธปท.ย้ำยังไม่มีสัญญาณน่าห่วง
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า จากกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดนั้น ได้ทำให้เกิดกระแสทุนไหลออกจากตลาดทุนมาเลเซียอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ส่งผลให้ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลง 1.3% มาอยู่ที่ 3.7682 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ซึ่งสวนทางกับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินต่างประเทศ 16 สกุลหลักของโลก
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่านายจ้างในสหรัฐได้สร้างตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น 2.8 แสนอัตรา ในเดือน พ.ค. ซึ่งอาจจะทำให้เฟดเริ่มพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น และจะทำให้มีทุนไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
อย่างไรก็ดี มาเลเซียมีความเปราะบางต่อการไหลออกของทุนต่างชาติมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เนื่องจากกองทุนต่างชาติที่ถือสินทรัพย์อยู่ในพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียมีสัดส่วนถึง 32% เมื่อเทียบกับไทยที่ 18% นอกจากนั้น ประเทศกำลังพัฒนายังได้รับอิทธิพลจากการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐอีกด้วย
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงนี้ ไม่ได้มีผลมาจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผิดปกติแต่อย่างไร เพราะหากดูค่าเงินบาทในวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคอ่อนค่ามากกว่าเงินบาท และการเคลื่อนย้ายเงินทุนของไทยก็ยังสมดุล
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินทุนยังไหลออกทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เห็นได้จากในตลาดหุ้นนักลงทุนต่างยังขายสุทธิ 52 ล้านบาท และตลาดพันธบัตรมีการขายสุทธิ 923 ล้านบาท ขณะที่เงินบาทปิดตลาดที่ 33.82-33.83 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้น 6-7 สตางค์/เหรียญสหรัฐ
สำหรับภาวะดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายล่าสุดที่ ธปท.รายงานเมื่อสิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 1,989 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ขณะที่รวม 4 เดือนแรก เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสุทธิเล็กน้อย 1,681 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่ได้มีผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน โดยยังเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับสกุลในภูมิภาค
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว โดยส่วนตัวมองว่าคงไม่พอ เพราะปัจจุบันคนไทยมีเงินฝากอยู่แล้ว สิ่งที่่ภาครัฐควรดำเนินการควบคู่กันไป คือ ปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยยังแข็งค่ามากเกินไป ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ฐานบน หรือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเท่านั้น แต่กลุ่มคนระดับล่างและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแย่มาก เพราะเม็ดเงินไม่ไหลลงมา
นอกจากนี้ ปัญหาเงินบาทแข็งค่ายังส่งผลกระทบต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากมีการคิดค่าเงินเป็นเหรียญสหรัฐ หากภาครัฐสามารถทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลงได้ จะทำให้ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งค่าเงินบาทที่มองว่าเหมาะสมสำหรับบริษัท คือ 1 เหรียญสหรัฐ/35 บาท







