posttoday
มาตรการอุ้มดะรัฐบาลตัวการสร้างกับดักเงินเฟ้อ

มาตรการอุ้มดะรัฐบาลตัวการสร้างกับดักเงินเฟ้อ

02 กรกฎาคม 2553

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทบทวนการนำเงินภาษีจำนวนมหาศาลของคนทั้งประเทศ มาจ่ายแทนคนบางกลุ่มเพื่อซื้อใจให้ได้ผลประโยชน์ทางการเมือง

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทบทวนการนำเงินภาษีจำนวนมหาศาลของคนทั้งประเทศ มาจ่ายแทนคนบางกลุ่มเพื่อซื้อใจให้ได้ผลประโยชน์ทางการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเงิน

จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้อีก 6 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเดินหน้านโยบายประชานิยมให้แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าการให้ใช้รถเมล์ไม่ปรับอากาศฟรี ใช้รถไฟชั้น 3 ฟรี ครัวเรือนใช้ไฟฟ้าฟรี

 

แถมด้วยการตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ระดับราคา 18.13 บาท/กิโลกรัม และตรึงราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายชดเชยในอัตรา 2 บาท/กิโลกรัม ต่อไปอีก 6 เดือน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ย. 2553-ก.พ. 2554

ส่วนการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร หรือเอฟที จะต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้

มาตรการอุ้มดะรัฐบาลตัวการสร้างกับดักเงินเฟ้อ

เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังทำท่าจะพิจารณาอนุมัติมาตรการซื้อใจประชาชน ด้วยการให้ใช้บริการไฟฟ้า รถเมล์ รถไฟ ฟรีไปตลอดชีพแบบนันสต็อป ไม่ต้องเสียเวลามาอนุมัติกันบ่อยๆ เสียด้วย

แต่การเลือกยืดเวลาต่ออายุมาตรการทำนโยบายประชานิยม ต้องแลกมาด้วยเงินงบประมาณจำนวนไม่น้อย 30,874 ล้านบาท

เมื่อจำแนกออกมา ก็พบว่าเป็นงบประมาณสำหรับจ่ายอุดหนุนค่าไฟฟ้าครัวเรือนแก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จำนวน 785 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 6,680 ล้านบาท ค่าอุดหนุนรถเมล์ให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 1,259 ล้านบาท ค่ารถไฟให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 530 ล้านบาท

งบประมาณตรึงราคาก๊าซแอลพีจีให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) 13,224 ล้านบาท ตรึงราคาก๊าซเอ็นจีวีให้ กพช. 2,400 ล้านบาท และตรึงค่าเอฟทีให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีก 5,996 ล้านบาท

จะเห็นว่าการเลือกวิธีโอบอุ้มเพื่อลดภาระประชาชนไว้ชั่วคราว หรือการซื้อเวลาแก้ปัญหาไว้เพียงระยะสั้น เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาเป็นภาระกับประชาชนในวิถีประชานิยมมีต้นทุนที่ไม่ถูกเลย

เพราะการเลือกหนทางเอาเนื้อหมูมาโปะเนื้อช้างระยะเวลาเพียงสั้นๆ นั้น ต้องเอางบประมาณประเทศไปใช้ถึง 30,874 ล้านบาท

เงินจำนวนดังกล่าวหากนำมารังสรรค์โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างถาวร หรือนำไปใช้ทุนรอนสำหรับ “มาสเตอร์แพลน” ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ก็จะทรงพลานุภาพและเป็น “มาสเตอร์พีซ” ให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้

แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับสร้างให้ประโยชน์กับประชาชนบางกลุ่มเท่านั้น

แถมแนวทางนี้ยังกลับจะสร้างปัญหาในเรื่องของ “ระดับราคา” ที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะต้องแบกรับกันในอนาคตได้

บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า มติ ครม. ที่ให้ต่อมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพครั้งนี้ จะทำให้ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะสูงขึ้นเร็วหลังเดือน มิ.ย.นี้ ชะลอออกไปอีกจนถึงปลายปีนี้

ดังนั้น การออกมาตรการมาพยุงหรือคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงขึ้นของรัฐบาล ไม่ได้ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อหายไป

เพราะถึงที่สุดถ้าภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังและในระยะต่อไปมีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้นจริง เงินเฟ้อหรือราคาสินค้าก็จะยังขยับขึ้นอย่างรวดเร็วได้อยู่ดี

ฉะนั้น การพิจารณากำหนดดอกเบี้ยนโยบายต้องดูให้ดี และจำเป็นต้องดำเนินเผื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะถ้าใช้นโยบายการเงินมาเร่งขึ้นดอกเบี้ยออกมาดูแลในระยะสั้น ประชาชนผู้บริโภคอาจจะปรับตัวไม่ทันสร้างความเสียหายให้ระบบเศรษฐกิจมากกว่าที่ควรจะเป็นได้

“ทันทีที่หมดมาตรการตัวเลขเงินเฟ้อจะกระฉูดขึ้นทันที” บัณฑิต กล่าว

ทั้งนี้ หากดูจากการสะท้อนภาวะเงินเฟ้อของ ธปท. จะเห็นได้ว่าการบิดเบือนราคาของภาครัฐ ด้วยการคุมไม่ให้ราคาสินค้าแพงขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่มีภาระเพิ่มขึ้นนั้น ไม่เป็นธรรมต่อระบบ

ขณะเดียวกันยังทำให้ประชาชนต้องเสียวินัยทางการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือนอีกด้วย

วินัยทางการเงินส่วนบุคคลที่สูญเสียไปจากการเสพติดนโยบายประชานิยมเช่นนี้ มิใช่หรือที่พรรคประชาธิปัตย์เคยต่อต้านไม่ให้เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ทำไม...รัฐบาลนี้ยังเลือกใช้นโยบายประชานิยมมาใช้อยู่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นด้วย ชี้ให้เห็นข้อเสียมากมาย

เหตุผลคร่าวๆ ที่พอจะคาดการณ์ได้ คือ 1.อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลต้องการซื้อใจประชาชน ดึงความนิยมคืนจากอดีตรัฐบาลทักษิณ ด้วยการพี่นี้มีแต่ให้และให้มากกว่า

2.รัฐบาลต้องการลดปัญหามวลชน ไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคมเพื่อเดินหน้าแผนปรองดอง

3.รัฐบาลต้องการช่วยลดภาระของประชาชนด้วยใจจริง เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงภาวะเช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากจริงๆ

แต่ถ้าพิจารณาจากเหตุผลทั้งหมด น้ำหนักที่รัฐบาลนี้ยอมทุ่มงบประมาณเพื่อโอบอุ้มครั้งนี้ น่าจะเพื่อซื้อใจประชาชนกลับมา อย่างน้อยก็ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ หรือไม่ใช่

เพราะถ้าพิเคราะห์จากฐานข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของหลายหน่วยงานที่ประกาศออกมาทั้งภาครัฐและเอกชนต่างออกมาในทิศทางเดียวกัน คือ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในเกือบทุกภาคส่วน

ภาคการส่งออกที่เป็นเสาค้ำยันสำคัญของเศรษฐกิจ ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนถึง 42.1% หรือมีมูลค่าถึง 1.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้า 3.4%

ส่งออกได้ดีทั้งสินค้าในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

ส่วนภาวะการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยในประเทศ ที่หลายฝ่ายเคยกังวลว่าจะชะลอตัวหรือทรุดตัว ก็มีทิศทางที่ปรับดีขึ้น

การนำเข้าสินค้าเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนขยายตัวสูงถึง 55.1% หรือมีมูลค่า 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าขยายตัว 46% หรือจะดูเทียบกับเดือนก่อนหน้าก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% จากที่เคยติดลบ 5.6%

การนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้นย่อมเป็นไปตามความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นมิใช่หรือ!!!

ภาวะเช่นนี้จึงไม่แปลก ที่จะเห็นยอดขายรถยนต์นั่งขายดีขยายตัวได้ 60.2% ใกล้เคียงเดือนก่อนที่ 64.4%

ปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นถึง 35.3% จากเดือนก่อน 27.4% รายได้เกษตรกรที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 23.1% จาก 23% เพราะผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรยังดี

การลงทุนก็ไม่ได้ตก เพราะถ้าดูจากเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนมีการนำเข้าสินค้าทุนวัสดุอุปกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 40.3% จากเดือนก่อน 39.4% ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมก็ดีขึ้นต่อเนื่องในระดับ 94.7 สูงขึ้นต่อเนื่องจาก 99.3

ภาคที่ย่ำแย่มากกว่าภาคธุรกิจอื่น เห็นจะมีเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น

ข้อมูลเหล่านี้ที่ออกมาดีเป็นส่วนใหญ่น่าจะพอสะท้อนความต้องการบริโภคหรืออุปสงค์ที่อั้นมานานของประชาชนได้ระดับหนึ่งว่า “ประชาชนยังมีกำลังซื้อมีกำลังจ่าย”

ข้อมูลที่ออกมาไม่น่าจะเป็นข้อมูลในทิศทางดี ที่ออกมาเพื่อเอาใจรัฐบาล หรือเอาใจนักลงทุนต่างชาติไม่ให้แตกตื่นอย่างแน่นนอน เพราะสอดคล้องไปในทางที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

ในภาวะที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวมันเองได้เช่นนี้แล้ว จำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลนี้ต้องนำเอาเงินงบประมาณ ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนทั้งประเทศไปอุดหนุนประชาชนเพียงบางกลุ่ม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการเอาใจชนชั้นกลางที่มีขีดความสามารถในการจ่าย

เพราะมาตรการอุดหนุนในส่วนที่ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยจริงๆ อย่างการขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี ก็คงไม่กระทบมากนัก เพราะใช้งบประมาณไม่มากและคนจนอาจจะได้ประโยชน์จริงๆ

แต่การทุ่มงบประมาณเพื่ออุ้มราคาก๊าทั้งที่คนเหล่านั้นมีกำลังจ่ายได้เอง

เพราะถ้าปล่อยให้ราคาก๊าซที่ใช้ในครัวเรือนสูงขึ้นจริงๆ แต่ละครอบครัวมีภาระจ่ายเพิ่มในแต่ละเดือนไม่เกิน 40-50 บาท เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้ถัง 15 กิโลกรัม

แต่คนที่ใช้ขับรถยนต์ติดก๊าซหรือธุรกิจบางกลุ่มได้ประโยชน์จากการอุดหนุนด้านนี้ไปเต็มๆ สามารถใช้พลังงานได้เพลินๆ โดยไม่เดือดร้อน

ทำให้คนเหล่านี้ไม่คิดที่จะประหยัดหรือบริหารการเงินของตัวเองให้เหมาะสมกับภาระ เสียวินัยการเงินผลักภาระที่ตัวเองควรจ่ายไปให้สังคมรับผิดชอบแทน

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทบทวนการนำเงินภาษีจำนวนมหาศาลของคนทั้งประเทศ มาจ่ายแทนคนบางกลุ่มเพื่อซื้อใจให้ได้ผลประโยชน์ทางการเมืองหรือยัง

เพราะการคุมราคาสร้างกลไกบิดเบือนตลาด อาจจะสร้างปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท