
ยื้อเลือกตั้งจุดเสี่ยง คสช.
สูตรต่ออายุ คสช.ถูกโยนมาหยั่งกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สูตรต่ออายุ คสช.ถูกโยนมาหยั่งกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับคำพูดแบ่งรับแบ่งสู้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ระบุว่า “ถ้าทุกคนอยากให้ผมอยู่ ผมก็อยู่”
เริ่มตั้งแต่สูตรแรกผลักดันการทำ “ประชามติ” สอบถามความคิดเห็นของประชาชนว่าต้องการให้ คสช.บริหารต่อไปอีก 2 ปี เพื่อทำการ “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” หรือไม่
สอดรับไปกับแนวคิดรัฐบาลที่ออกตัวว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เปิดให้มีการทำประชามติว่าประชาชนจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
ทำให้ ไพบูลย์ นิติตะวัน สปช. ควบตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาจุดประเด็นนี้ ที่ต่อมามีกระแสขานรับอย่างเป็นระบบ
แน่นอนว่า แนวคิดนี้ “ดักคอ” ว่าเป็นแผนยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช.ต่อไปอีก 2 ปี ก่อให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากกลุ่มการเมือง และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร
แต่อีกด้านหนึ่ง เริ่มมีกลุ่มสนับสนุนที่เปิดหน้าออกมาร่วมผลักดันแนวคิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ พุทธะอิสระ ที่ประกาศเป็นตัวตั้งตัวตีระดมรายชื่อผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ให้ได้ 5 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.
ในส่วนของกลุ่ม 26 สปช. ที่เสนอคำแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในคำขอแก้ไขมีประเด็นให้บรรจุเรื่องประชามติ ต่ออายุ 2 ปีอยู่ด้วยนั้น ยิ่งเป็นแรงเสริมให้แนวคิดไปสู่จุดหมายปลายทางได้ง่ายขึ้น
ยิ่งส่องดูรายชื่อของ สปช.ที่ร่วมเสนอคำแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าแต่ละรายชื่อไม่ธรรมดา ทั้ง พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 กับ พล.อ.ประยุทธ์ ไปจนถึง ดุสิต เครืองาม น้องชายวิษณุ เครืองาม สุวิทย์ เมษินทรีย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ หรือ ชาลี ตั้งจีรวงษ์ นักธุรกิจที่เคยขึ้นเวที กปปส.
จิ๊กซอว์เหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงต่อแนวคิดเรื่องประชามติวัดใจประชาชนขออยู่ยาว 2 ปี
ยังไม่รวมกับสูตรใหม่ของคณะ สปช.ชุดปฏิรูปการเมืองของ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ เสรี สุวรรณภานนท์
กับการเสนอเพิ่มเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 304/1 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จัดทำบัญชีรายการกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็น พร้อมหลักการและเหตุผลรวมถึงวัตถุประสงค์การให้มีกฎหมายดังกล่าว และส่งผลให้ สปช.ดำเนินการยกร่างจัดทำกฎหมายดังกล่าว โดยให้จัดทำร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนแต่ไม่เกิน 1 ปี
นี่จึงถูกมองว่าเป็นแผนสองหากข้อเสนอเรื่องประชามติไปถึงสุดทาง โดยข้อเสนอดังกล่าวอาจจะมีเหตุผลที่พอรับฟังได้โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายลูกและระยะเวลา 6-12 เดือนที่แม้จะนานแต่ย่อมดีกว่า 2 ปี
แต่ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน การต้องเลื่อนกำหนดเวลาการเลือกตั้งให้นานออกไปจากโรดแมปเดิมย่อมไม่เป็นผลดีกับทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.
ประเด็นแรกกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ารัฐบาล คสช. ยิ่งนานวันยิ่งมีแต่จะหนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องชาวบ้าน ซึ่งมีแต่จะกัดกร่อนทำลายความน่าเชื่อถือและส่งผลต่อการบริหารงาน
ยังไม่รวมกับกรณีเลือกทำ “ประชามติ” แต่ผลออกมาเสียงส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งต่อไป 2 ปี นั่นย่อมกลายเป็นแรงกดดันที่จะบั่นทอน “ภาวะผู้นำ” จนส่งผลต่อการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ยากลำบากมากขึ้น
แถมยังจะเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามนำมา “ขย่ม” หรือ “ขยายผล” บีบให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงจากตำแหน่งด้วยสภาพที่ไม่สวยงามอย่างที่ตั้งใจ
ที่สำคัญต้องตระหนักว่าข้อเสนอยื้ออยู่ในตำแหน่ง 2 ปีนั้น ในทางปฏิบัติยากจะได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอ
แต่ปัญหาที่หนักและใหญ่ที่สุดคือข้อครหาเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” เพราะไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน การต้องเลื่อนเวลาคืนอำนาจให้ประชาชนออกไป ย่อมมีแต่จะสร้างความไม่พอใจ และสุ่มเสี่ยงจะปะทุบานปลายกลายเป็นกระแสต่อต้านที่สะเทือนเสถียรภาพ คสช.อย่างรุนแรง
เมื่อประเด็นนี้ถือเป็นประเด็น “เปราะบาง” และบทเรียนจากอดีตสะท้อนให้เห็นว่าจุดจบของคณะรัฐประหารหลายต่อหลายครั้งที่กำลังเดินมาด้วยดี แต่ต้องสะดุดก็เพราะประเด็นเรื่องสืบทอดอำนาจ
ดังนั้น การคิดจะยื้ออยู่ในตำแหน่งของ คสช.จึงเป็นจุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม







