
อัมมารป้องสปสช.ยันไม่ได้เม้มเงินลงหน่วยบริการ
เผยผลสอบข้อเท็จจริงปลัด-สำนักงานหลักประกันฯ ชี้ตัวเลขรพ.ขาดทุน105แห่งเกินจริง แนะปรับวิธีสื่อสารสองหน่วยงาน
เผยผลสอบข้อเท็จจริงปลัด-สำนักงานหลักประกันฯ ชี้ตัวเลขรพ.ขาดทุน105แห่งเกินจริง แนะปรับวิธีสื่อสารสองหน่วยงาน
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้สรุปผลการตรวจสอบข้อมูลของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสปสช. แล้ว พบว่า ข้อมูลที่ นพ.ณรงค์ ระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ทำให้คนล้มละลายน้อยลงนั้น ไม่น่าจะจริง แต่น่าจะเกิดจากการตีความสถิติและตัวเลข ที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวคิดว่าการมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นดีกว่าไม่มีระบบนี้
ศ.อัมมาร กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าระบบบริหารจัดการเงินของสปสช.มีหน่วยบริการที่มีปัญหาสถานะการเงินที่จัดระดับเป็นวิกฤติหน่วยบริการระดับ 7 จำนวน 105 แห่งนั้น เป็นไปได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง ส่งผลต่อการสรุประดับความเสี่ยงทางการเงินของโรงพยาบาลตามตัวชี้วัดที่กำหนด ทำให้สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลเป็นไปในทิศทางที่มีปัญหามากกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ พบว่า แม้จะมีการสรุปบัญชีอย่างละเอียด แต่ก็พบว่าเกิดจากมาตรฐานที่ต่างกัน จึงเห็นว่าควรจะมีระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงสร้างระบบตรวจสอบที่ดี แบบเดียวกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
ส่วนประเด็นที่สปสช.ถูกกล่าวหาว่าเม้มเงิน บริหารให้เหลือเงินค้างท่อปีละจำนวนมากนั้น ศ.อัมมาร กล่าวว่า เป็นที่รู้กันดีว่า สปสช. เป็นหน่วยงานที่ทำงานแบบ “หาเช้ากินค่ำ” คืองบประมาณแผ่นดินเข้ามา ก็ไหลออกไปยังหน่วยบริการทันที ไม่มีกำไร ยิ่งมีข่าวว่าถูกสธ.กล่าวหาเรื่องเงินค้างท่อ ก็ยิ่งต้องเร่งเบิกจ่าย ขณะเดียวกัน หลังจากตรวจสอบระบบบัญชีแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีการกักเงินไว้ที่สปสช.อย่างที่ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้ รายงานยังสรุปไว้ด้วยอีกว่า ปัญหาการโอนเงินให้หน่วยบริการล่วงหน้า แล้วเรียกคืนภายหลังนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพ แต่แสดงถึงวัฒนธรรมการใช้จ่ายเงินภายในกระทรวงสาธารณสุชที่หมกมุ่นอยู่กับสถาพคล่อง ขณะใดขณะหนึ่ง ไม่มองดูกระแสรายได้รายจ่ายในแต่ละช่วงเวลา การเช้าใจและการใช้ระบบบัญชีภายในกระทรวงก็แสดงถึงความหมกมุ่นดังกล่าว
“ขณะเดียวกับ สปสช. ก็มีหน้าที่ต้องคำนวณ และ เรียกร้องงบประมาณมาให้เพียงพอกับงานที่สัญญากับประชาชนไว้ และเป็นความรับผิดชอบของ สปสช ที่ต้องเรียกร้องงบประมาณให้เพียงพอกับต้นทุนที่จำต้องเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมา สปสช ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้กับ รพ. ที่จะเข้าใจว่า ส่วนที่จะเพิ่มขึ้นของงบประมาณว่ามาจากปัจจัยใดบ้าง (cost driver) ดังนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สปสช ต้องทำตัวเลขนี้ (cost driver) ให้ทุกคนเข้าใจ”รายงานสรุป







