posttoday
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดแล้วขึ้นยาก

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดแล้วขึ้นยาก

08 มิถุนายน 2558

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 หลังการยึดอำนาจการบริหารประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในประกาศฉบับที่ 92/2557 เรื่องการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 หลังการยึดอำนาจการบริหารประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในประกาศฉบับที่ 92/2557 เรื่องการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือ ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร โดยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 6.3% และภาษีบำรุงท้องถิ่น รวมเป็นอัตราภาษี 7% สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีตั้งแต่วันที่1 ต.ค. 2557-30 ก.ย. 2558 และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 9% หากรวมภาษีท้องถิ่นอัตราแวตจะอยู่ที่ 10%

ประกาศดังกล่าวได้ให้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534

เห็นได้ว่า คสช.ไม่แน่ใจว่าหลังการรัฐประหารแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะหลายคนคาดว่าการยุติความขัดแย้งทางการเมือง การค้าขายจะเดินหน้าต่อไปได้ รัฐบาล คสช.จะจ่ายเงินค่าจำนำข้าว 8 หมื่นล้านบาท ที่ค้างอยู่ให้ชาวนา สภาพเศรษฐกิจในภาพรวมจะดีขึ้น ดังนั้น คสช.จึงให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงปีเดียว จากนั้นให้ขึ้นแวตในอัตราเดิมไว้ก่อน

แต่ในขณะนี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยแย่กว่าที่คิดจากการที่ถูกปัจจัยต่างประเทศซ้ำเติม ทำให้การส่งออกที่คิดเป็น 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ติดลบฉุดให้จีดีพีหดตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนถึง 4 เดือนแรกของปีนี้

ในวันที่ 30 ก.ย. 2558 หรืออีก 3 เดือนข้างหน้า มติให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 ปีจะหมดเวลาลง กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเสนอเรื่องนี้ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อน เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาชนรู้ทิศทางของนโยบาย

จากปริมาณการใช้จ่ายของเอกชนและอัตราเงินเฟ้อของไทยที่ติดลบมาตลอด 5 เดือนของปีนี้ ชัดเจนว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จากสหรัฐที่กระทบชิ่งไปยังสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในตลาดเหล่านี้จุกกันไปเป็นแถว

สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ระบุว่า คลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการขยายเวลาการลดแวต จะทำไปแบบปีต่อปีก่อน เหตุผลที่ยังต้องคงต่อไปเพราะไม่ยากให้คนจนและคนมีรายได้น้อยตกอกตกใจ จนทำให้การบริโภคของประเทศชะงักและเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวทรุดลงอีก

ด้าน รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในช่วงเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ไม่ดี การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเหมือนไปดูดเงินออกจากกระเป๋าประชาชน จะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจจะกลับมาหัวทิ่มรอบใหม่

ในส่วนของภาคเอกชนไม่ต้องพูดถึงมีการเรียกร้องรัฐบาลให้คงแวตตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศและมีนโยบายการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มแวตซึ่งภาคเอกชนมองว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟุบลงอีก

ดังนั้น การคงแวตย่อมส่งผลดีให้กับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่กำลังฟื้นตัว สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและผู้บริโภคว่าจะไม่มีต้นทุนหรือภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มภาษีออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี

การตัดสินใจของรัฐบาลส่วนหนึ่งเห็นบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาฟื้นตัวอยู่ดี แต่เมื่อมีการปรับเพิ่มแวตทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหัวทิ่มทันที จากการขยายตัวเป็นบวกกลับมาขยายตัวติดลบทันทีหลังจากที่มีการเพิ่มแวต ทำให้ไทยเลี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการคงแวตก็มีอยู่หลายประการ อันดับแรก แผนการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้า จากเดิมมีความพยายามที่จะปรับเพิ่มแวตเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล เนื่องจากการใช้จ่ายของประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากงบประจำและงบลงทุน รวมถึงงบการใช้หนี้ก้อนโตของประเทศ โดยเฉพาะหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาที่มีสูงกว่า 5 แสนล้านบาท

จากการประเมินของกระทรวงการคลังการเพิ่มแวตทุก 1% ทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 8 หมื่นล้านบาท นั้นหมายความว่าหากมีการเพิ่มขึ้นแวตอีก 1-3% จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 8 หมื่นล้าน-2.4 แสนล้านบาท แต่เมื่อมีการคงแวตไว้ในอัตราเดิมรัฐบาลก็ต้องสูญรายได้จากตรงนี้ไป

แต่เมื่อรัฐบาลประเมินแล้วว่าการยอมสูญเงินภาษีก้อนโตคุ้มกว่าเสี่ยงให้เศรษฐกิจกลับมาดิ่งลงเหว รวมทั้งประเมินว่าการหารายได้จากมาตรการอื่นยังทำได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ
อุดช่องโหว่ป้องกันปราบปรามการทุจริต จะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้อีก 10% หรือ 2 แสนล้านบาท เทียบกับภาษีที่เก็บได้อยู่ในปัจจุบัน เท่ากับชดเชยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีช่องเพิ่มรายได้จากขอให้รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เพิ่ม โดยมีการเริ่มทำตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 ที่ให้รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เพิ่มอีก 5-6 หมื่นล้านบาท จากเป้าเดิมที่ต้องนำส่ง 1.2 แสนล้านบาท และยังมีรายได้จากหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะกรมธนารักษ์ให้มีการเพิ่มรายได้จากการเช่าที่ราชพัสดุในเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีช่องกู้เงินมาลงทุนได้อีกมาก ผลจากการปรับจีดีพีของประเทศใหม่จาก 12 ล้านล้านบาท เป็น 13 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศจาก 47% ของจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 42% ของจีดีพี เปิดกว้างให้รัฐบาลกู้เงินมาลงทุนได้อีกมากโดยไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

พร้อมกันนี้การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลงเหลือ 1.5% ต่อปี ช่วยลดต้นทุนเปิดทางกว้างการกู้เงินของรัฐบาล ยังไม่รวมกับสภาพคล่องสถาบันการเงินมีจนล้นพร้อมที่จะปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลได้อีกก้อนโต

รัฐบาลยังมีรูปแบบการลงทุนใหม่เพื่อลดงบประมาณ ทั้งการร่วมลงทุนรัฐกับเอกชน หรือ PPP และการตั้งกองโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ ซึ่งมีการเริ่มเดินหน้าในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าและปีต่อๆ ไป ทั้งหมดทำให้ปัญหาการหารายได้ของประเทศเบาตัวลงมาก แม้ว่าจะไม่ปรับแวตตอนนี้ตามแผนที่ได้วางไว้

อย่างไรตาม การคงแวตออกไปแค่ 1 ปี ยังไม่เพียงพอกับการหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรงและขยายตัวได้ในระดับสูง โดยเฉพาะการที่รัฐบาลตั้งเป้าให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวถึง 5% ต่อปี เพราะเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เนื่องจากการส่งออกอาการแย่จากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น การลงทุนภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่นลงทุนเพิ่ม การบริโภคยังฟื้นตัวได้ไม่มาก การใช้เวลาฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องมากกว่า 1 ปี เศรษฐกิจไทยถึงกลับมาขยายตัวได้แข็งแรงมีภูมิต้านทานผลกระทบที่เข้ามาได้ดีขึ้น

แม้ว่ารัฐบาลนี้ยังไม่กล้าประกาศขยายเวลาคงแวตออกไปครั้งเดียว 2-3 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคในระยะยาว ส่วนหนึ่งเป็นมารยาททางการเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันไม่ควรตัดสินใจนโยบายภาษีให้เป็นภาระกับรัฐบาลในอนาคต หากรัฐบาลอยู่ตามโรดแมปที่วางไว้นั้นหมายความกลางปีหรือปลายปีหน้าประเทศก็ต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว การคงแวตไว้ที่ 7% ต้องลากยาวอีกหลายปี เพราะไม่ว่าปีหน้ามีการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาใหม่ย่อมไม่กล้าขึ้นภาษี ให้กระทบคะแนนเสียง และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ต้องมานั่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยากขึ้น

หรือหากเป็นรัฐบาลนี้ขยายเวลาอยู่ต่อ 2 ปี ที่เป็นกระแสแรงและชัดเจนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เรื่องเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ การเพิ่มแวตเพื่อให้เศรษฐกิจชะงักจึงปิดประตูไปได้เลย รัฐบาลคงต้องยอมเก็บเรื่องปฏิรูปภาษีของประเทศไว้ก่อน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ประคับประคองให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป พร้อมกับวางโครงสร้างระยะปานกลางและระยะยาว

ดังนั้น การคงแวต 7% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้รวดเร็วแข็งแรง มั่นคง และมั่งคั่ง จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญ รัฐบาลไหนที่คิดเพิ่มภาษีหากสภาพเศรษฐกิจไม่ดีจริง อาจจะเสียคะแนนนิยมจากประชาชนในฐานะผู้ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท