posttoday
สร้างดุลยภาพข่าวสาระและอารมณ์

สร้างดุลยภาพข่าวสาระและอารมณ์

07 มิถุนายน 2558

สถานการณ์สงครามฟรีทีวีและทีวีดิจิทัลที่นับวันรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีผลสะเทือนต่อเรตติ้งของไทยพีบีเอส

โดย...ปริญญา ชูเลขา

สถานการณ์สงครามฟรีทีวีและทีวีดิจิทัลที่นับวันรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีผลสะเทือนต่อเรตติ้งของไทยพีบีเอสที่อาจถูกแย่งผู้ชมไป ขณะเดียวกันนักข่าวที่เริ่มปีกกล้าขาแข็งก็ถูกซื้อตัวจากสถานีอื่น เป้าหมายของประธานบอร์ดจึงต้องการนำงบประมาณที่ได้มาพัฒนาคนในภาพรวม

“ทีวีช่องใหม่ๆ คนไทยพีบีเอสไปอยู่ทั้งนั้น นักข่าวลาออกจากไทยพีบีเอสเยอะมากๆ แต่ไม่ได้หนีไปไหนก็ไปสู่วงการสื่อทั้งนั้น เราจึงคิดในมุมกลับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะวันนี้ไทยพีบีเอสกลายเป็นโรงเรียนสื่อไปโดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่เสียหายที่ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นแหล่งฝึกและพัฒนาบุคลากรด้านสื่อสารมวลชน

“ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว และสิ่งสำคัญที่อยากย้ำคนข่าวที่อยู่ไทยพีบีเอส ถือเป็นสื่อแห่งเดียวที่ตรวจสอบสังคม ซึ่งช่องอื่นไม่ทำ เพราะเราต้องการนำเสนอข่าวสารที่เน้นผลกระทบมากกว่านำเสนอปรากฏการณ์พื้นๆ ทั่วไป”

ในแง่เรตติ้ง ณรงค์ยังภูมิใจในอันดับระหว่างทีวีด้วยกัน “สิ่งที่ผมเห็นได้ชัดคือ ทวิตเตอร์ ในสื่อสังคมออนไลน์ ไทยพีบีเอสเป็นอันดับหนึ่ง หรือในกลุ่มสถานีข่าวตามที่กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดอันดับ ไม่รวมช่อง 3 กับช่อง 7 อาจกล่าวได้ว่า ไทยพีบีเอสเป็นอันดับหนึ่ง แต่ว่าหากรวมทั้งหมด 26 ช่อง ไทยพีบีเอสอาจอยู่อันดับที่ 6 หรือ 7

“การประเมินไม่ควรยึดงบประมาณหรือเงินโฆษณาเป็นตัวตั้ง เพราะงบฯ ที่ไทยพีบีเอสได้รับการจัดสรรเพียงปีละ 2,000 กว่าล้านบาท หากเทียบกับฟรีทีวีช่องใหญ่ เช่น 3, 5, 7 และ 9 ถือว่าไทยพีบีเอสใช้งบฯ น้อยมาก หรือหากจะเปรียบเทียบกับทีวีดิจิทัลช่องใหญ่อย่างไทยรัฐทีวี หากจะไล่ให้ทันช่องเหล่านี้ ต้องใช้งบฯ มากกว่านี้

“ยิ่งสถานการณ์ทุกวันนี้ไทยพีบีเอสประสบปัญหาสมองไหล เพราะฟรีทีวีและทีวีดิจิทัลช่องใหญ่ๆ ล้วนมาซื้อตัวคนข่าวที่นี่ นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักข่าวที่นี่หนีไปอยู่ช่องดิจิทัลหรือฟรีทีวี เพราะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่า” ณรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ในแง่เป้าหมายการเปลี่ยนทางความคิด ณรงค์ต้องการให้ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อคนรุ่น 40 ขึ้นไป เพราะจากการสำรวจพบว่าคนรุ่นนี้ดูไทยพีบีเอสมากที่สุด และคนรุ่นนี้เป็นพลังนำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่างสังคมใหม่กับสังคมเก่า ถือเป็นรอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง

“คนวัย 40 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของระบบทุนนิยม ยิ่งอยู่ในช่วงแห่งวัยการทำงานที่เติบโตเต็มที่ด้านการงาน จากการสร้างเนื้อสร้างตัว และมุ่งมั่นทำมาหากินจนสำเร็จ จึงมีเวลาส่วนหนึ่งคิดเพื่อสังคม เพราะคนเหล่านี้เติบโตจากกลุ่มนักศึกษา เมื่อเรียนจบการศึกษาจึงรีบตั้งหลักปักฐานแต่งงานมีครอบครัว คนเหล่านี้จึงกลายเป็นกลุ่มคน Change Aging ซึ่งมีพลังทางความคิดทั้งนั้น

แนวคิดนโยบายของประธานบอร์ดคนใหม่จึงต้องการวัดเรตติ้งของทีวีสาธารณะโดยเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม เพื่อเป็นคำตอบความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้รับ ดังนั้นต้องสร้างตัวชี้วัดขึ้น เช่น สมมติว่า มีคนพันคนดูรายการฟรีทีวีทั่วไป แต่มีคนดูช่องไทยพีบีเอสเพียง 200 คน และมีอยู่ 5 คน นำสาระหรือความรู้ที่ได้รับไปทำทันที ถือว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมสำเร็จ นี่คือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง”

ณรงค์ ระบุว่า ทิศทางข่าวหรือรายการใหม่ในช่วง 1 ปีจากนี้ไป จากที่นำเสนอข่าวสารที่เคร่งเครียดเกินไปซึ่งไม่มีผู้ชม หรือการนำเสนอแต่ข่าวสารที่เร้าอารมณ์มากเกินไปย่อมไม่ก่อประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นควรยึดแนวทางที่ว่าข่าวสารหรือรายการใดๆ ของไทยพีบีเอส ต้อง “มีสาระ และต้องถูกอารมณ์” ด้วย

“ผมได้ย้ำเสมอว่า ทิศทางข่าวต้องอยู่ระหว่างข่าววิเคราะห์เจาะลึกสืบสวนสอบสวนกับข่าวทั่วไป หรือข่าวเร้าอารมณ์ต้องสมดุลกัน เช่น ในสถานการณ์ร้อน หรือต้องนำเสนอข่าวแมส อาทิ แผ่นดินไหวเนปาล ก็ต้องทำแต่การวางน้ำหนักหรือทิศทางข่าวต้องเจาะลึกลงในรายละเอียดอย่างไร

“เราจะเห็นว่าข่าวบางข่าวเล่นตามกระแส แต่พอกระแสข่าวเริ่มซาลงการเสนอข่าวก็ซาตามลงไปด้วย แต่ไทยพีบีเอสจะเน้นความต่อเนื่อง วิเคราะห์เจาะลึก เพื่อทำให้คนจำนวนหนึ่งได้เข้าใจสถานการณ์ เพราะลูกค้าหลักของไทยพีบีเอส คือ กลุ่มคนที่อายุเฉลี่ย 35-40 กลุ่มนี้เป็นผู้มีวุฒิภาวะสูง คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจข่าวฮือฮาไปวันๆ แต่สนใจเบื้องหลังข่าวจริงๆ

“ผมเห็นว่านโยบายหรือทิศทางข่าว คือ จะเน้นข่าวเป็นตัวชู และข่าวเจาะเล่นเป็นตัวพระเอก ขึ้นอยู่กับประเด็น เน้นกระแสปฏิรูป ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชั่น สิ่งแวดล้อม หรือภัยพิบัติ การปฏิรูปประเทศไทยไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น นี่คือกรอบกว้างๆ แต่ที่จะเน้นคือ การฉายภาพรูปธรรมของความเหลื่อมล้ำคืออะไร

“ตัวอย่างเช่น กระแส 7-11 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กระทบสิ่งแวดล้อม จะนำมาเล่นเป็นประเด็นเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ กรอบผูกขาดคือความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นคนทำต้องเข้าใจ เหลื่อมล้ำคืออะไร ไม่เป็นธรรม คืออะไร การนำเสนอ ใช้วิธีการใด หรือรูปธรรม คืออะไร ดังนั้นการใช้ทักษะทำสิ่งเหล่านี้ ไทยพีบีเอสยังขาดอยู่ จึงต้องสร้างคนขึ้นมา และบุคลากรภายในมีอยู่แต่ยังน้อย”

คำถามสำคัญไทยพีบีเอสถูกมองว่าเป็นช่องทีวีของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หรือทีวีวิชาการ มีแต่ข่าวหรือรายการที่เครียดๆ ไม่น่าสนใจ และเป็นการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ณรงค์ไม่เถียง แต่ยอมรับกลายๆ ว่า เรื่องที่ถูกครหาอาจจะมีส่วนจริงที่ประชาชนคิดอย่างนั้น

ที่มากกว่านั้น เขาเองมองว่าเป็นปัญหาการวางสมดุลระหว่างการนำเสนอข่าวสาระ และการนำเสนอให้ถูกอารมณ์ “เหมือนการอ่านหนังสือกับการกินลูกอม เด็กเลือกกินลูกอมก่อน ถ้ากลุ่มคนแรงงาน ระหว่างการอ่านหนังสือกับดื่มเหล้าดื่มเบียร์ คนงานเลือกดื่มเหล้าดื่มเบียร์ก่อน นี่ต่างหากที่จะทำอย่างไรให้สมดุล หรือทำอย่างไรให้ถูกอารมณ์และมีสาระด้วย”

เขาย้ำไทยพีบีเอสไม่ใช่ทีวีที่สนองตอบอารมณ์คนเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายคือ ต้องการเปลี่ยนอารมณ์และความคิดของคน จึงชูคำขวัญว่า “ทีวีแห่งการเปลี่ยนแปลง”

“วันนี้โจทย์ใหญ่ของไทยพีบีเอส คือเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ดูไทยพีบีเอส แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องหาดุลยภาพที่จะทำเรื่องสาระให้ถูกอารมณ์ได้อย่างไร เช่น รายการขำขันฮาๆ ที่คนชอบ ไทยพีบีเอสก็ควรมีบ้าง เช่น รายการโจ๊กเสียดสีการเมือง เหมือนงิ้วธรรมศาสตร์ ที่เป็นโจ๊กมีสาระ เช่น หนังตะลุงไอ้เท่งไอ้ทอง ที่เล่นหนังตะลุงปักษ์ใต้เสียดสีการเมือง ทำให้คนหัวเราะกัน นี่คือตัวอย่าง”

ความลงตัวที่ว่าจะเกิดขึ้นได้ ณรงค์ บอกว่า จะต้องหาคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาช่วยผลิตรายการหรือข่าวให้คนสนใจมากขึ้น เมื่อทิศทางคือมีสาระกับถูกอารมณ์ ดังนั้นการจัดคอนเสริ์ต หรือรายการบันเทิงที่มีสาระต้องมีให้มากขึ้น แม้วันนี้จะมีดุลยภาพระหว่างรายการที่มีสาระและถูกอารมณ์คนอยู่บ้างแล้วก็ตาม

“วันนี้รายการเด็กของไทยพีบีเอส เด็กอายุ 1-14 ปี ไม่ดูเลย ดูก็ดูน้อยมาก อีกวัยคือ 25-30 ปี ก็ดูรายการเราน้อยเหมือนกัน แต่รายการการ์ตูนสำหรับเด็ก ที่ซื้อมามีคุณภาพดี เพราะเป็นรายการการ์ตูนที่คนไทยทำ แม้ว่าจะสู้รายการการ์ตูนต่างประเทศไม่ได้ แต่ไทยพีบีเอสมีนโยบายชัดเจนที่เราจะส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ เพราะต้องการพัฒนาคนไทย นี่คือต้นทุนในการพัฒนาความคิดคน และพัฒนาผู้ประกอบการด้านนี้ ดังนั้นแม้รายการเด็กไทยพีบีเอสคนดูน้อย แต่เราก็จะทำต่อไป”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ