
แม่ทัพ ThaiPBS ‘ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ’ สร้างเอกภาพฝ่ากระแสยุคทีวีหนีตาย
อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำสงครามทางความคิด คือ สื่อ และคิดว่าไทยพีบีเอสจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงคราม
โดย...ปริญญา ชูเลขา
“อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำสงครามทางความคิด คือ สื่อ และคิดว่าไทยพีบีเอสจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงครามความคิดให้ประชาชนได้คิดเป็น เข้าใจถูกต้อง และเกิดความคิดใหม่ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น”
ไทยพีบีเอสก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อ “ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” นักวิชาการด้านแรงงาน ได้รับการโหวตให้มานั่งประธานกรรมการนโยบาย หรือประธานบอร์ดไทยพีบีเอสคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามากุมทิศทางนโยบายข่าวและรายการทีวีสาธารณะที่ถูกคาดหวังสูงว่าจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค
ไทยพีบีเอส หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai Public Broadcasting Service) หรือ ส.ส.ท. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2551 เป็นสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงผลกำไรแห่งแรกของประเทศ มีรายได้จากภาษีสุราและยาสูบ ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
หมายถึงสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นสื่อเดียวที่ปลอดการครอบงำจากอำนาจรัฐและอำนาจทุนเพราะไม่มีโฆษณา มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางวิกฤตการแข่งขันที่ดุเดือดและรุนแรงของตลาดฟรีทีวีและทีวีดิจิทัล ทำให้เรตติ้งมีอิทธิพลต่อการผลิตข่าวและรายการตามไปด้วย ในฐานะประธานบอร์ดไทยพีบีเอสอาจารย์ณรงค์จึงถูกสังคมจับตาและมีความคาดหวังว่าจะใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า และสามารถผลักดันให้ทีวีสาธารณะแห่งนี้รับใช้ประชาชนได้อย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน
ณรงค์ถูกปรามาสตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน ทำนองอาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มีดีอะไรถึงหาญกล้ามาบริหารองค์กรสื่อขนาดใหญ่ “แม้ผมทำงานกับแรงงานมานานก็จริง แต่ผมมีประสบการณ์การบริหารระดับสูง เคยเป็นประธานบริหารรัฐวิสาหกิจมาแล้ว 3 แห่ง คือ ประธานกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ประธานกรรมการบริหารองค์การสวนยาง และประธานจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
สำหรับในวงการสื่อ เขาเริ่มทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ ทำงานวิชาการสื่อมาตั้งแต่ปี 2514 ทำวารสารสภาหอการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวเศรษฐกิจ เป็นคนบุกเบิกข่าวเศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รวมถึงหนังสือพิมพ์วัฏจักร กระทั่งจัดรายการวิทยุมาแล้วด้วย
ภารกิจใหม่ครั้งนี้ณรงค์จึงต้องการใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางความคิดประชาชน จะทำอย่างไรให้สื่อมีพลังในการปรับเปลี่ยนความคิดของประชาชนให้ดีขึ้น
“ผมจึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเป็นมืออาชีพด้านสื่อสารมวลชนมากนัก เพราะไทยพีบีเอสมีนักวิชาชีพด้านสื่ออยู่แล้วจำนวนมาก แต่ผมมีความเป็นมืออาชีพด้านวิชาการ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะใช้ความเป็นมืออาชีพทางด้านวิชาการและความเป็นมืออาชีพการทำสื่อของไทยพีบีเอสมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อจะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย คือ การเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมให้ดีขึ้น”
ณรงค์เชื่อว่าความเป็นมืออาชีพอยู่ที่การกำหนดวิสัยทัศน์ทางนโยบาย เขายกตัวอย่างความสำเร็จขององค์กรระดับโลกอย่างแอปเปิ้ลมาเปรียบเปรย “สตีฟ จ็อบส์ ร่วมก่อตั้งแอปเปิ้ลบริษัททำคอมพิวเตอร์ที่ทรงอิทธิพลสร้างความเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี เพลง ภาพยนตร์ เกม สิ่งพิมพ์และการสื่อสารอื่นๆ เพราะ สตีฟ จ็อบส์ ได้ปฏิวัติเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ หรือสมาร์ทโฟน
“สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้เป็นคนที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเองสักเครื่องแต่ สตีฟ จ็อบส์ มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงคอมพิวเตอร์ แต่เขาไม่ใช่คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เลย เพียงแต่เขามีความคิดที่จะไปเปลี่ยนนักเทคนิคนักเชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ให้ทำในสิ่งที่เขาคิด
“ผมก็เช่นกัน มีความคิดและแนวคิดการปฏิรูปสังคม จึงจะนำความคิดเหล่านี้ไปให้คนที่มีความเป็นมืออาชีพด้านสื่อไปปรับฐานการทำงานในการใช้สื่อเพื่อการปฏิรูปสังคม หรือจะใช้สื่อสารมวลชนอย่างไรให้ได้ความเป็นมืออาชีพตอบโจทย์การปฏิรูปสังคม นี่คือสิ่งสำคัญมาก”
ณรงค์ขยายแนวคิดการปฏิรูปสังคมซึ่งเป็นประสบการณ์ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การเมืองมายาวนาน ซึ่งจะนำมาใช้ที่ไทยพีบีเอส ก็คือ พยายามทำให้ประชาชนได้เข้าใจสัจธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และไม่สามารถแยกส่วนออกจากกันได้ “เศรษฐกิจอาจจะเป็นสาเหตุปัญหาทางการเมืองและปัญหาการเมืองอาจจะเป็นสาเหตุปัญหาเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกับปัญหาสังคม
“ดังนั้น การรับรู้ของสังคมต้องรับรู้รอบด้านไม่ใช่รับรู้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง และไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา เพราะหากไม่เข้าใจในภาพรวมย่อมจะทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงได้ ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ เพราะรับทราบหรือมองปัญหาแยกส่วนไม่ทะลุปรุโปร่งหรือมองปัญหาแบบผ่านๆ ตามกระแส ไม่ได้มองลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ได้”
เมื่อมองมายังโครงสร้างองค์กรในฐานะประธานบอร์ด เขาทราบว่าแม้ไทยพีบีเอสเป็นทีวีที่นำเสนอข่าวสาธารณะได้ดีมากกว่าฟรีทีวีช่องอื่นๆ แต่ก็ยอมรับว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็มีข้อจำกัดมากมายเช่นกัน
“ข้อจำกัดหรือปัญหาที่นี่คือ คนทำงานข่าว เพราะคนเหล่านี้เข้าใจงานสื่อสารมวลชนมาอย่างนี้ หรือฝึกฝนงานข่าวมาอย่างนี้ แต่เรื่องสำคัญ คือทักษะการทำข่าวเจาะ หรือข่าวสืบสวนสอบสวนไปยังเหตุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งยังมีบุคลากรด้านนี้น้อยอยู่
“สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นคือจะกระตุ้นอย่างไรให้นักข่าวไทยพีบีเอสมีความมุ่งมั่นที่จะทำข่าวเจาะ จึงเกิดความคิดว่าการที่ได้โอกาสมานั่งเป็นประธานบอร์ดตรงนี้ ตั้งใจว่าจะหาช่องทางจะทำให้กลุ่มคนที่มีความมุ่งมั่นและทักษะการทำข่าวเจาะข่าวสืบสวนสอบสวน ได้เข้ามาทำงานลักษณะนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีความมุ่งมั่นจริงๆ และเชื่อว่าไทยพีบีเอสจะกลายเป็นทีวีช่องเดียวหรือสื่อสาธารณะช่องเดียวที่สามารถให้ความรู้แก่ประชาชนได้เห็นเบื้องหลังของปัญหาต่างๆ
“ดังนั้น จึงกลายเป็นการทำสงครามความคิด เพราะอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการทำสงครามทางความคิด คือ สื่อ และคิดว่าไทยพีบีเอสจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงครามความคิดให้ประชาชนได้คิดเป็น เข้าใจถูกต้อง และเกิดความคิดใหม่ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น
“ผมไม่ใช่นักวิชาชีพสื่อ แต่ผมกล้าพูดได้ว่าผมเป็นนักจัดตั้ง เอาล่ะผมไม่ใช่นักบริหารธุรกิจ ซึ่งการจัดตั้งยากกว่าการบริหารธุรกิจ เพราะการจัดตั้งทางสังคม คุณไม่มีอำนาจจะให้คุณหรือให้โทษใครได้ การจัดตั้งทางสังคมต้องใช้ศิลปะในการขับเคลื่อนอย่างเดียว ทำให้คนเชื่อมั่นในสิ่งที่เราจะทำ
“การจัดตั้งทางธุรกิจง่าย เพียงมีเงินให้คุณให้โทษใครได้ ไม่ทำไม่ให้เงิน นี่คือการจัดการด้วยการใช้แรงจูงใจทางวัตถุเป็นหลัก แต่การจัดตั้งทางสังคมต้องใช้ศิลปะจูงใจและผลักดันเพราะไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ”
มุ่งสร้างเอกภาพสลายวงจรพวกพ้อง
ปัญหาที่พอจะรับรู้กันโดยทั่วไปคือปัญหาการเมืองภายในองค์กร ซึ่งเป็นความท้าทายรอประธานบอร์ดคนใหม่ แต่เจ้าตัวบอกอย่างมั่นใจว่า เขาเองสามารถประสานสิบทิศได้ เพราะเชื่อมั่นการใช้ศิลปะผลักดันหรือได้รับการสนับสนุนจากการพูดคุยกับทุกฝ่าย
“ในฐานะเป็นกรรมการนโยบาย รู้ดีว่าผมไม่มีอำนาจที่จะไปบริหารหรือสั่งการคนในสายงานบริหาร (ข่าวและผังรายการ) ให้ทำตามได้ แต่พลังแห่งความคิดถ้ามีพอ การพูดจาแลกเปลี่ยนหรือการชี้นำให้เห็นประเด็นถึงปัญหา หรือต้นเหตุของปัญหาว่าเป็นอย่างไรและจะแก้ไขอย่างไร จากนั้นคนที่เข้าใจก็จะไปทำเอง โดยไม่ต้องใช้วิธีการสั่งการ เพราะศิลปะในการผลักดันสร้างแรงจูงใจในการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในองค์กรแห่งนี้
“ปกติคนทำงานสื่อไม่ใช่เฉพาะไทยพีบีเอส มีแรงจูงใจในการมุ่งมั่นทำงานได้ 2 อย่าง คือ แรงจูงใจทางวัตถุ และแรงจูงใจทางจิตใจ คนเราถ้ารักสิ่งใดก็จะรักสิ่งนั้น ถึงแม้ค่าตอบแทนไม่มาก แต่ถ้ารักที่จะทำก็จะทำ ดังนั้นระหว่างสองขั้ว คือ แรงจูงใจทางวัตถุ หรือแรงจูงใจทางจิตใจ ต้องผสมกัน
“แปลว่าคนที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวน หรือข่าวเพื่อสาธารณะจริงๆ ต้องอยู่ได้ไม่ถึงกับเดือดร้อน ดังนั้นผมจะชี้แจงชักจูงนักข่าวที่มีความตั้งใจให้เห็นความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งนั้น แม้มันจะเป็นเรื่องยากมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ไทยพีบีเอสไปสู่เป้าหมายสื่อสาธารณะได้” ณรงค์ กล่าว
เช่นเดียวกับผังรายการที่ถือเป็นส่วนสำคัญอันดับแรกในการดึงดูดผู้ชม แม้ประธานบอร์ดไทยพีบีเอสจะมีอำนาจ แต่ณรงค์ ยืนยันว่า จะไม่เข้ามาชี้นิ้วสั่งเปลี่ยนแปลงรายการใด แต่จะใช้โอกาสและเวลาประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารทุกสัปดาห์ รวมถึงร่วมพูดคุยกับฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อเป็นการรับฟังแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ทำหน้าที่มาระยะหนึ่งณรงค์เห็นว่าโครงสร้างองค์กรมีปัญหาเอกภาพระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายบริหาร “ในทัศนะผมโครงสร้างตามกฎหมายไทยพีบีเอส มีปัญหาแน่เพราะฝ่ายบริหารที่มีผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ อีก 3 คนรวมเป็น 4 คน เมื่อผู้อำนวยการหมดวาระ รองผู้อำนวยการอีก 3 คนหมดวาระตามไปด้วย
“ขณะที่ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ เป็นเสมือน 4 เสาหลักของไทยพีบีเอส เมื่อเสาหลักล้มลงหมด จึงเกิดคำถามว่า 4 ปีที่คนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งโดยเฉพาะรองผู้อำนวยการ แต่ละคนเริ่มมีทักษะและรู้ปัญหาต่างๆ ขององค์กรเป็นอย่างดี แต่เมื่อพอหมดวาระลงต้องมีการแต่งตั้งใหม่อีก แตกต่างจากการบริหารงานขององค์กรรัฐวิสาหกิจ แม้ผู้อำนวยการหมดวาระลง แต่รองผู้อำนวยการทุกคนยังอยู่ครบ และเมื่อผู้อำนวยการคนใหม่เข้ามา สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้
“ดังนั้น รองผู้อำนวยการจึงเป็นฐานสำคัญในการทำงาน จึงคุยกันว่าควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เรื่องนี้อย่างไร เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนโยบาย ดังนั้น ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนใน คนนอกขึ้นมาก็ได้ แต่อยู่ที่ว่ากรรมการนโยบายจะเห็นว่ามีความพร้อมความเหมาะสมอย่างไร ทั้งผู้อำนวยการและรองอีก 3 คน น่าจะมาจากไหนก็ได้เหมือนรัฐวิสาหกิจทั่วไป แต่ขอให้บอร์ดไทยพีบีเอสเป็นฝ่ายคัดสรร
“ที่ผ่านมาเกิดปัญหาผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการมาใหม่ 4 คน ต้องการผู้ช่วยหรือทีมงามตามทัศนะที่เป็นคนของตัวเอง ก็กลายเป็นการสร้างกลุ่มใหม่ พรรคพวกใหม่ขึ้นมาแล้วคนทำงานเก่าของอดีตผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการก็กลายเป็นคนละพวก กลายเป็นคนเก่าหรือคนละกลุ่มกับกลุ่มผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการคนใหม่
“คนนี้เป็นคนของผู้อำนวยการเก่า แต่คนนี้เป็นคนของผู้อำนวยการใหม่ กลายเป็นมีปัญหา แต่ถามว่าจะเข้าไปสลายพวกได้หรือไม่ ไม่รู้ทำได้หรือไม่ แต่ต้องพยายาม ซึ่งตรงนี้เราจะไปวางน้ำหนักที่ผู้อำนวยการกับรองผู้อำนวยการมากไม่ได้ เพราะรู้ว่า 4 ปี เขาก็ไป แต่ทางที่ถูกในฐานะที่เป็นกรรมการนโยบายต้องสามารถพูดจากับฝ่ายบริหารอย่างสม่ำเสมอและเข้าใจกันอย่างเป็นมิตร
“ผมไม่เคยทำตัวเป็นเจ้านายเพื่อนร่วมงาน ทั้งๆ ที่จริงผมเป็นเจ้านายตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่าเราลงเรือลำเดียวกัน ต้องช่วยกันพาย ผมทำตามหน้าที่ตัวเอง สิ่งใดที่ช่วยได้ก็จะช่วย เพราะฉะนั้นบอร์ดนโยบายควรให้ความสำคัญกับหัวหน้าสำนักต่างๆ เช่น สำนักข่าว สำนักการคลัง การเงิน ฯลฯ เพราะคนเหล่านี้คือข้าราชการประจำที่จะดูแลไทยพีบีเอสไปจนเกษียณ ส่วนผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการมาแล้วก็ไปทุก 4 ปีก็เปลี่ยน
“นี่คือปัญหาเรื่องการสืบทอดหรือความต่อเนื่อง สิ่งที่จะสานความต่อเนื่องคือหัวหน้าสำนักต่างๆ ดังนั้นจึงเริ่มให้ความสำคัญกับระดับนี้มาก ถ้าพูดภาษาบริษัท คือระดับผู้จัดการฝ่ายนั้นเอง ผมยืนยันว่าผมทำงานได้ เพราะผมเข้ามาเพื่อทำงานและผู้บริหารชุดนี้กับผมก็หมดวาระไปพร้อมๆ กัน ผมพูดเสมอว่า เรามีเวลาแค่นี้จะทำงานไปด้วยกัน เวลาที่เหลืออยู่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”
ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและนำองค์กรสู่เป้าหมาย ณรงค์ ยืนยันไม่ล้วงลูกหรือแทรกแซงการทำงาน แต่พร้อมช่วยงานฝ่ายบริหารองค์กร เพราะถือว่าลงเรือลำเดียวกันต้องช่วยกันกระตุ้นและช่วยกันทำ “แต่ผมจะทำตามกรอบที่มีไว้ เช่น หัวหน้าสำนักหรือบรรณาธิการฝ่ายข่าว เห็นว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ประธานบอร์ดมีความสามารถเข้าไปช่วยได้ก็จะเข้าไปร่วมประชุม หรือไปแลกเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่าต่างคนต่างจะยอมรับความคิดซึ่งกันและกันหรือไม่
“ผมยืนยันว่าผมทำงานเหมือนเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้สั่งการ นี่คือสไตล์การทำงานของนักวิชาการ เราเสนอแนะ เราไม่มีอำนาจสั่ง และไม่ควรจะสั่งด้วย ในฐานะประธานบอร์ด ทำได้แค่นี้ ให้คำปรึกษา แนะนำ ไม่ใช่สั่งการ เพราะการสั่งการเป็นเรื่องของผู้อำนวยการ แม้ทางกฎหมายบอร์ดนโยบายให้คุณให้โทษได้ โดยเฉพาะผู้อำนวยการที่มีอำนาจปลดได้ หากผู้อำนวยการไม่สนองนโยบาย เพราะผู้อำนวยการก็เหมือนลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์กำกับไว้อยู่ในสัญญาจ้างจะปลดก็ปลดได้ ผมกล้าอยู่แล้ว”







