
ขายข้าวเน่า ต้องโปร่งใส
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล 17 ล้านตัน โดยเฉพาะข้าวเน่า 2 ล้านตัน ที่ไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้แม้แต่การผลิตเป็นอาหารสัตว์ และข้าวที่เริ่มจะเน่า 10 ล้านตัน โดยมีแนวคิดจะระบายให้กับอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตเอทานอลผสมในแก๊สโซฮอล์ แต่ขอเวลาพิจารณา 1 เดือน เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการดำเนินการ
แม้ว่าเป้าหมายของรัฐบาลในการเร่งระบายข้าวสารดังกล่าวจะเป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและเช่าโกดังเก็บข้าวที่สูงถึง 30 ล้านบาท/วัน และลดแรงกดดันของสต๊อกข้าวที่เป็นปัจจัยหลักในการกดราคาข้าวเปลือกภายในประเทศไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าผลผลิตข้าวในประเทศมีแนวโน้มลดลงมากจากภาวะภัยแล้งทั้งในประเทศไทยและแหล่งผลิตสำคัญๆ ก็ตาม
แต่การระบายข้าวที่เสื่อมคุณภาพ ไม่สมควรที่จะระบายแบบเทกระจาด หรืองุบงิบเจรจากัน แม้ว่าข้าวในสต๊อก จะเป็นมรดกเก่าของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ก็เป็นข้าวสารที่มีต้นทุนในการรับซื้อสูงถึง 6 แสนล้านบาทเลยทีเดียว ดังนั้นการโละสต๊อกข้าวจะต้องแน่ใจว่าภาครัฐได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ปิดบัญชีล่าสุดขาดทุนสูงถึง 5 แสนล้านบาท
เพื่อให้ภาครัฐได้ประโยชน์สูงสุด ภาครัฐต้องคัดแยกข้าวแต่ละเกรดออกมาให้ชัดเจน แม้ว่าข้าวสารส่วนใหญ่จะเสื่อมสภาพหรือเริ่มเน่าเสียแล้ว แต่ก็ยังมีข้าวคุณภาพที่ดีพอที่จะนำไปปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นจนสามารถบริโภคได้ หรือสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ นอกจากการเปิดโกดังขายให้โรงงานอาหารสัตว์ หรือขายให้โรงงานผลิตเอทานอล
หากภาครัฐหวังขายข้าวในสต๊อกไปทำเป็นอาหารสัตว์ ก็จะถูกพ่อค้าต่อรองลดราคาเช่นที่ผ่านมาพ่อค้ากดราคาซื้อเหลือเพียง 5 บาท/กิโลกรัม และหากจะนำข้าวไปผลิตเป็นเอทานอลและนำไปผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ ผลที่ตามมาคือจะต้องมีการปรับโครงสร้างราคาเอทานอลทั้งระบบ เพราะต้นทุนการผลิตเอทานอลจากข้าวสูงกว่ากากน้ำตาลหรือโมลาส 2-3 เท่าตัว และต้นทุนการผลิตสูงกว่าการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังอย่างน้อย 1 เท่าตัว เนื่องจากต้องมีการลงทุนปรับเครื่องจักรในโรงงานที่จะผลิตเอทานอลจากมันเพื่อให้ผลิตเอทานอลจากข้าวได้
ที่สำคัญการเปิดระบายข้าวจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมได้รับรู้ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการตรวจสอบผลการระบายข้าวด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วรัฐบาลไม่แคล้วมีข้อครหาว่าเอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าบางกลุ่มเหมือนเช่นที่รัฐบาลในอดีตเคยทำ







