
กุญแจสำคัญเพื่อออกจาก Middle Income Trap
หากไทยต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Innovation-driven Economy จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้
โดย...รุจา อดิศรกาญจน์
หากไทยต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Innovation-driven Economy จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้
ข้อจำกัดของไทยมาจาก 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ ทิศทางนโยบายภาครัฐด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง จากการศึกษาประสบการณ์ประเทศพัฒนาแล้ว 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา พบว่าแนวนโยบายของประเทศที่สามารถจะก้าวข้ามไปสู่การผลิตด้วยนวัตกรรมมีหลายแนวทาง
แนวทางของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ คือ เน้นให้ภาครัฐกำหนดทิศทางพัฒนาของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาจะเน้นให้ภาคเอกชนลงทุนตามกลไกตลาดและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผลิตด้วยนวัตกรรมและคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
ปัจจัยที่สอง ผู้ประกอบการไทยปรับตัวค่อนข้างช้า และไม่สามารถก้าวข้ามจากการรับจ้างผลิตสินค้าแบบเดิมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ทำให้ไทยยังไม่สามารถก้าวไปสู่การผลิตที่เน้นการใช้ทุนได้อย่างเต็มรูปแบบ
ประการต่อมา คือ ปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ผลิตภาพแรงงานไทยลดลงมากหลังวิกฤตปี 2540 และลดลงมากกว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจาก (1) แรงงานเคลื่อนย้ายจากสาขาเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูง อาทิ ภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่สาขาที่มีผลิตภาพต่ำกว่า เช่น ภาคเกษตร (2) แรงงานขาดทักษะและประสบการณ์ และทักษะที่มีไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ
และ (3) คุณภาพแรงงานที่มีทักษะด้านการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและเทคโนโลยีขั้นสูงยังไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากไทยขาดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร และความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจเอกชนและสถาบันวิจัยของภาครัฐที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้การถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีมีไม่มาก
นอกจากนี้ ค่าจ้างยังปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำกว่า
เช่นเดียวกับปริมาณของกำลังแรงงานเติบโตช้าลง สะท้อนภาวะทางสังคมที่ประชากรไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำให้สูญเสียข้อได้เปรียบด้านปริมาณแรงงานที่เคยมีจำนวนมาก
ข้อจำกัดข้างต้นทำให้การลงทุนเปลี่ยนแปลงไปทั้งในเชิงโครงสร้างและการเติบโต ผลดังกล่าวเป็นข้อจำกัดเพิ่มเติมให้ภาคการส่งออกและยังส่งผลทางอ้อมผ่านวัฏจักรการจ้างงาน รายได้ และการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดวงจรสะท้อนกลับ (Feedback Loop) ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย ในท้ายที่สุดจะกัดกร่อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว จนอาจเข้าสู่ “การเติบโตในบริบทใหม่” ของประเทศ
ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าการลงทุนไทยเผชิญกับข้อจำกัดในทุกด้าน ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี และปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพมาได้ระยะหนึ่ง จนทำให้โครงสร้างการลงทุนรวมของไทยเปลี่ยนแปลงไป และมีส่วนทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ “การเติบโตในบริบทใหม่”
การแก้ไขข้อจำกัดด้านการลงทุนเป็นทางออกสำคัญที่จะทำให้การลงทุนของไทยกลับมามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งทางตรงต่อการส่งออกและทางอ้อมผ่านวัฏจักรการจ้างงาน รายได้และการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยก้าวข้ามกับดักการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Middle Income Trap)
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังมีข้อดีที่ “ภาคเอกชนไทยเข้มแข็ง” มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการลงทุนรวมของประเทศ แต่ยังปรับตัวค่อนข้างช้าในการก้าวสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งในภาวะเช่นนี้การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีกระบวนการโปร่งใส มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้จะมีบทบาทสำคัญช่วยกระตุ้นให้เกิดผล Crowding-in Effect ต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชนให้ฟื้นกลับมา
นโยบายภาครัฐด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางการลงทุนของเอกชน ซึ่งหากต้องการให้การลงทุนเป็นปัจจัยที่ช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายควรร่วมกันกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นให้ชัดเจน และให้มีความต่อเนื่อง โดยเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายที่ไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพสูง
ควรมีนโยบายพัฒนาและรักษาฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงให้เศรษฐกิจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ถือว่าไทยได้เดินมาถูกทางแล้ว คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มีแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ (พ.ศ. 2558-2564) ที่กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายชัดเจน
เหนือสิ่งอื่นใด ภาครัฐควรสร้างเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อบรรยากาศที่ดีต่อการลงทุนของภาคเอกชน โดยการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ทั้งในด้านโอกาส รายได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ







