posttoday
โอเปกไม่สนราคา  คงกำลังผลิตหวงตลาด

โอเปกไม่สนราคา คงกำลังผลิตหวงตลาด

05 มิถุนายน 2558

วันนี้โลกต่างจ้องไปที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย อันเป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เพื่อเฝ้าดูว่า ที่ประชุมโอเปกจะตัดสินใจการปรับเพดานการผลิตน้ำมันหรือไม่ หลังจากที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหิน (เชลออยล์) ในสหรัฐส่อเค้าจะ “ยกธงขาว” ยอมชะลอการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ๆ ลง เปิดทางให้โอเปกปรับกำลังการผลิตน้ำมันได้ตามใจชอบ

วันนี้โลกต่างจ้องไปที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย อันเป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เพื่อเฝ้าดูว่า ที่ประชุมโอเปกจะตัดสินใจการปรับเพดานการผลิตน้ำมันหรือไม่ หลังจากที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหิน (เชลออยล์) ในสหรัฐส่อเค้าจะ “ยกธงขาว” ยอมชะลอการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ๆ ลง เปิดทางให้โอเปกปรับกำลังการผลิตน้ำมันได้ตามใจชอบ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ไม่นาน สมาชิกกลุ่มโอเปกบางรายกลับออกมายืนยันแล้วว่า ทางโอเปกจะคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้เท่ากับการประชุมเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน และไม่มีท่าทีจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันในเร็วๆ นี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ภายหลังจากการผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐเริ่มหันมาขุดเจาะเชลออยล์กันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันล้นตลาดจนราคาปรับตัวลงถึง 50% มาอยู่ที่ระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปัจจุบัน ทางฝั่งโอเปกซึ่งโดยพฤตินัยแล้วอยู่ภายใต้การนำของซาอุดิอาระเบียตัดสินใจคงกำลังการผลิต ต่างจากปกติที่เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ทางโอเปกจะจำกัดซัพพลายเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะโอเปกเห็นว่าสาเหตุของปัญหาหลักๆ อยู่ที่กำลังการผลิตน้ำมันที่เกินการรองรับของตลาด โอเปกจึงกลัวว่าหากลดกำลังการผลิตลงจะทำให้เสียส่วนแบ่งการตลาด แล้วโอเปกจะเป็นผู้แพ้ในที่สุด จึงเลือกที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ โดยไม่สนใจว่าราคาน้ำมันจะดิ่งลงขนาดไหน

หลังจากการงัดข้อกันอย่างยาวนานระหว่างโอเปกกับกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเชลออยล์ สถานการณ์ก็ดูเหมือนว่าฝ่ายเชลออยล์จะแพ้ในที่สุด เพราะไม่สามารถทนต่อภาวะราคาน้ำมันราคาถูกได้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำมันในสหรัฐนั้นสูงกว่าในตะวันออกกลางมาก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเท่ากับกุญแจการควบคุมน้ำมันกลับมาอยู่ในมือของกลุ่มโอเปกอีกครั้ง ดังนั้นการตัดสินใจคงเพดานผลิตไว้เท่าเดิมจึงสวนทางกับสถานการณ์ที่เข้าข้างกลุ่มโอเปกเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ในความเป็นจริงสมาชิกกลุ่มโอเปกก็เจ็บตัวไม่น้อยจากภาวะราคาน้ำมันราคาถูกเช่นกัน โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มโอเปกที่ไม่ได้อยู่ในตะวันออกกลางอย่างเวเนซุเอลาและเอกวาดอร์ในอเมริกาใต้ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตน้ำมันสำรองสูงกว่าในตะวันออกกลางและมีฐานะยากจนไม่มีทุนสำรองมากนักสำหรับต้านทานความผันผวน

แม้แต่ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นหัวหอกเองก็ยังใช้ราคาน้ำมันไว้ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สำหรับการคำนวณรายได้ของรัฐในปีนี้เช่นกัน ซึ่งหมายความว่าซาอุดิอาระเบียเองก็หวังว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งสวนทางกับการเตรียมคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่าสงครามยื้อตลาดน้ำมันยังดำเนินต่อไป ขณะที่การสถาปนาอิทธิพลในการควบคุมราคาน้ำมันของโอเปกยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งถึงแม้ว่าโอเปกจะมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันในความเป็นจริงถึง 31.6 ล้านบาร์เรล/วัน ช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าเพดานการผลิต แต่ส่วนแบ่งการตลาดของโอเปกก็ยังมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มประเทศนอกโอเปกที่ 56.96 ล้านบาร์เรล/วัน

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐจะตายสนิทเสียทีเดียว ถึงแม้สัดส่วนการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่จะลดลงถึง 60% เป็น 646 แห่ง มีการชะลอแผนการขุดเจาะน้ำมัน ทว่ากำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐยังอยู่ที่ 9.6 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งสูงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หมายความว่า ซัพพลายซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ราคาน้ำมันดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงยังไม่ได้หายไปจากโลกแต่อย่างใด

ดังนั้น หากโอเปกปรับลดกำลังการผลิตก็จะมีน้ำมัน “เมด อิน ยูเอสเอ” ที่พร้อมเข้ามาแทนที่เสมอ โดยขณะนี้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐกำลังเร่งผลักดันให้สภาคองเกรสผ่อนคลายกฎเกณฑ์การห้ามส่งออกน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปราการด่านสุดท้ายสำหรับการส่งออกน้ำมันของสหรัฐ

นอกจากนี้ หลังการประชุมในวันศุกร์นี้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ก็จะเป็นวันชี้ชะตามาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งหากมหาอำนาจตัดสินใจยุติการคว่ำบาตร ก็ย่อมเป็นการเปิดทางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งถูกปิดผนึกการเข้าสู่ตลาดโลกมานานหลายปี

ก่อนหน้านี้ฝ่ายอิหร่านประกาศแล้วว่าพร้อมจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายใน 6 เดือนหลังจากการยุติการคว่ำบาตร ทั้งนี้อิหร่านถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มโอเปก และถือเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

ทั้งนี้ อิหร่านสามารถผลิตน้ำมันได้ 2.8 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยการผ่อนคลายการคว่ำบาตรไม่เพียงแต่จะทำให้อิหร่านกลับมาขึ้นแท่นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อีกครั้ง แต่จะเป็นการกระตุ้นในเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านอีกด้วย โดยในช่วงทศวรรตที่ 1970 ก่อนการคว่ำบาตร อิหร่านมีศักยภาพในการผลิตน้ำมันถึง 6 ล้านบาร์เรล/วันเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน อิรักซึ่งเป็นสมาชิกโอเปกเช่นเดียวกัน ยังมีแผนที่จะส่งออกน้ำมันในเดือนนี้ เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา และขณะนี้อิรักก็ได้เพิ่มกำลังผลิตเป็น 3.87 ล้านบาร์เรล/วัน แล้วเช่นกัน
เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า การยุติการคว่ำบาตรอิหร่านย่อมเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำมันสู่ตลาดโลกครั้งใหญ่ ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกต่ำลงอีก กลายเป็นการเพิ่มความเข้มข้นให้กับสมรภูมิราคาน้ำมัน

ก่อนหน้านี้ บิจัน มันดาร์ ซันกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน กล่าวว่า โอเปกต้องเปิดพื้นที่ของการส่งออกน้ำมันให้อิหร่าน มิฉะนั้นการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากอิหร่านและอิรักจะกลายเป็นสร้างการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกกลุ่มโอเปกด้วยกันเอง

โอเล ฮันเซน หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์สินค้าโภคภัณฑ์ของแซกโซ แบงก์ ในกรุงโคเปนเฮเกน แสดงความเห็นว่า การเข้ามาของโอเปกจะทำให้การแข่งขันในตลาดน้ำมันรุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันจะดิ่งลงจนถึงจุดที่ผู้ผลิตไม่มีทางรับได้ ซึ่งหากทางโอเปกไม่ต้องการลดกำลังการผลิตฝ่ายตนเพื่อเติมช่องว่างให้อิหร่าน โอเปกก็จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อลดกำลังผลิตจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังไม่ได้ฟื้นตัวตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีอีกด้วย โดยล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เพิ่งปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงอีก จากเดิมที่ 3.7% เป็น 3.1% ส่วนเศรษฐกิจโลกในปี 2016 จะเติบโตอยู่ที่ราว 3.6% จากเดิมที่ 3.9%

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมเป็นการชี้ว่า การค้าการลงทุนในตลาดโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว รวมถึงการบริโภคซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรัดเข็มขัด และย่อมหมายถึงความต้องการน้ำมันที่ถือเป็นปัจจัยในการดำเนินเศรษฐกิจ จะไม่ฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีอีกด้วย และความต้องการน้ำมันจะอยู่ในภาวะซึมเซาเช่นนี้ต่อไป

ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโอเปกจึงเลือกที่จะเดินหน้าคงกำลังการผลิตน้ำมันไว้เช่นเดิมเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด โดยไม่สนใจว่าราคาน้ำมันจะเป็นเช่นไร เนื่องจากแท้ที่จริงแล้วปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำในปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้มากนัก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ตรงกันว่า อัตราการเติบโตที่ชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและภาวะน้ำมันล้นตลาดจะทำให้ราคาอยู่ที่ราว 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลท่านั้น ในเดือนที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2016 

ขณะที่รายงานของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยของมิซูโฮ เชื่อว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ราว 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และขึ้นไปอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงปลายปี 2016 เช่นเดียวกับ แคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ที่เชื่อว่าทิศทางราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีนี้จะอยู่ในสภาพขาลงมากกว่าขาขึ้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ปัจจัยด้านราคาไม่ใช่สิ่งที่โอเปกจะใช้ประกอบการพิจารณาในการดำเนินนโยบายอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยด้านการครองส่วนแบ่งการตลาดต่างหากที่โอเปกให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ที่โอเปกจำเป็นต้องรักษาไว้เพื่อความอยู่รอดของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน จึงยากที่จะเห็นราคาน้ำมันปรับเป็นทิศทางขาขึ้นในปีนี้

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล