
ประมงไทยแห่ขึ้นแพพม่า
เรือประมงไทยแห่ขึ้นแพปลาเมืองมะริด หวั่นอีก 3 ปี กระทบวงจรอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
เรือประมงไทยแห่ขึ้นแพปลาเมืองมะริด หวั่นอีก 3 ปี กระทบวงจรอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมง เปิดเผยว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาจได้รับผลกระทบ ขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากเรือประมงไทยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.ระนอง พากันไปขนถ่ายสัตว์น้ำที่จับได้ขึ้นที่ท่าเรือเมืองมะริด ประเทศพม่า แทนที่จะส่งแพปลา จ.สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เช่นที่ผ่านมา
“ช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีเรือประมงไทยไปขึ้นที่ท่าเรือเมืองมะริดกันมาก ซึ่งแนวโน้มในอนาคตน่ากังวล เพราะสัตว์ทะเลจากฝั่งอันดามันนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% และยังมีการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อีกด้วย ดังนั้นในอนาคตภาวะประกอบการประมง เป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง” แหล่งข่าวเปิดเผย
นายภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่น่าห่วงมาก เพราะพื้นที่จับปลาขนาดใหญ่ของเรือประมงไทยในฝั่งอ่าวไทยยังคงเป็นประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าทะเลในเขตประเทศพม่ามาก มีเกาะเป็นจำนวนมาก หลายประเทศ อาทิ ไทย จีน เกาหลี และฟิลิปปินส์ เข้าไปขอสัมปทาน โดยเรือประมงไทยจำนวนมากจะจับสัตว์น้ำอยู่ในอินโดนีเซีย โดย
เรือประมงไทยขนาดใหญ่ 30 ตันกรอส มีจำนวนมากประมาณ 7,000 ลำ ส่วนเรือประมงชายฝั่งมีจำนวน 4-5 หมื่นลำ
ก่อนหน้านี้กลุ่มนักธุรกิจภาคตะวันตกได้ผลักดันให้รัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลประเทศพม่า เพื่อเปิดด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นจุดผ่านแดนถาวร เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและอาหารทะเลจากเมืองมะริด เนื่องจากใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งจากท่าเรือหรือแพปลาที่ จ.ระนอง
ไทยมีความพร้อมในการเปิดด่านสิงขร และรัฐบาลไทยนั้นสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ติดขัดที่การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจากชายแดนไปยังเมืองมะริด รวมทั้งการก่อสร้างสำนักงานเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของฝ่ายพม่านั้นยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวรได้ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยได้ปรับให้ด่านสิงขรเป็นจุดผ่อนปรนการค้าพิเศษแทน และมีการเปิดไปเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา







