
ท่าเรือน้ำลึก "ปากบารา" ประโยชน์กลุ่มทุน- "สตูล" ล่มสลาย
ผลประโยชน์ต้องตกกับคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ไม่ใช่ตกอยู่กับกลุ่มทุนในชาติและกลุ่มทุนข้ามชาติ
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
“จีดีพีไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ทำให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่มีความผาสุกอยู่ดีกินดี และไม่ใช่ตัวช่วยให้สังคมโดยรวมให้มีความสุขได้” คือคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง โจเซฟ สติกลิตซ์ เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2554
สวนทางโดยสิ้นเชิงกับวิธีคิดของรัฐไทย ที่มุ่งเน้นการปั๊มตัวเลขเป็นหลัก
ในแผนยุทธศาสตร์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปี 2558-2565 งบประมาณ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบไปเมื่อเดือน ก.ค. 2557 ตั้งหมายพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค
หนึ่งในนั้นคือ “ท่าเรือน้ำลึกปากบารา” จ.สตูล วงเงินลงทุน 37,480 ล้านบาท กำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 โดยประมาณการผลประโยชน์ที่จะได้รับในระยะเวลา 30 ปี อยู่ที่ 266,845.76 ล้านบาท
กรมเจ้าท่า คาดการณ์ว่า โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะทำให้ประเทศไทยชิงความได้เปรียบด้านการค้า เพราะจะช่วยย่นย่อระยะเวลาในการขนส่งลงได้มาก ซึ่งทำให้ต้นทุนลดลงมหาศาล นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราเป็นเพียงโครงการสร้างพื้นฐานที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ในนามของแผนพัฒนาภาคใต้ เป็นไปตามแนวทางของทุกรัฐบาลและกลุ่มทุน ผลที่เกิดขึ้นคือการกระตุ้นให้จีดีพีสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็จะนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มากขึ้นอีก”สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ให้ความเห็นสอดคล้องกับ “โจเซฟ สติกลิตซ์” อย่างเป็นเนื้อเดียว
อาจารย์สมบูรณ์ ฉายภาพโครงสร้างเศรษฐกิจปี 2556 ของภาคใต้และภาคตะวันออก โดยจำแนกตามสาขา ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งพบว่าภาคตะวันออกมีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรมมากถึง 69% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ภาคใต้มีรายได้หลักจากภาคบริการ (ท่องเที่ยว) อยู่ที่ 50%
เมื่อพิจารณา “รายได้ต่อหัวต่อปี” ของคนในภาค จะพบว่าภาคตะวันออกสูงถึง 4.3 แสนบาท ในขณะที่ภาคใต้มีรายได้เพียง 1.23 แสนบาทเท่านั้น
ทว่า นั่นคือ “มายาคติ” ที่หลอกล่อให้เข้าใจว่าคนภาคตะวันออกอยู่ดีกินดีมากกว่าคนในภาคใต้
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจ “รายได้จริงต่อครัวเรือน” กลับพบว่าคนทั้งสองภาคมีรายได้ที่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก กล่าวคือภาคตะวันออกมีรายได้จริงครัวเรือนละ 2.8 หมื่นบาท/เดือน ขณะที่ภาคใต้มีรายได้ 2.7 หมื่นบาท/เดือน
นั่นสะท้อนว่า รายได้มหาศาลของภาคตะวันออกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน “อุตสาหกรรม” ไม่ได้กระจายเข้าถึงมือคนในพื้นที่จริงๆ
ตอกย้ำด้วยข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจรายจังหวัด ปี 2555 จากสภาพัฒน์ หากโฟกัสไปที่ “ภาคอุตสาหกรรม” เพียงอย่างเดียว จะพบว่า จ.ระยอง มีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมถึง 83% ขณะที่ จ.สงขลา สตูล และภูเก็ต มีรายได้ 36% 17% และ 9% ตามลำดับ
เมื่อเทียบเคียงรายได้ต่อหัวต่อปี (รายได้เทียม) พบว่าคนใน จ.ระยอง มีรายได้สูงถึงหัวละ 9.7 แสนบาท/ปี ส่วนคนใน จ.สงขลา สตูล และภูเก็ต มีรายได้เฉลี่ยปีละ 1.34 แสนบาท 1.15 แสนบาท และ 2.24 แสนบาท ตามลำดับ
ที่สุดแล้ว เมื่อพิจารณา “รายได้จริงต่อครัวเรือน” เป็นรายเดือน จะพบว่าเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับข้อมูลข้างต้นคืออยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดย จ.ระยอง อยู่ที่ 2.19 หมื่นบาท/เดือน ขณะที่ จ.สงขลา สตูล และภูเก็ต อยู่ที่ 2.67 หมื่นบาท 2.1 หมื่นบาท และ 2.6 หมื่นบาท ตามลำดับ
หมายความว่า คนใน จ.ระยอง ซึ่งโครงสร้างรายได้ของจังหวัดอยู่บนฐาน “อุตสาหกรรม” ถึง 83% และมีรายได้ต่อหัวต่อปีเฉียดๆ 1 ล้านบาทนั้น ไม่ได้มี “รายได้ที่แท้จริง” มากกว่าคนใน จ.สงขลา สตูล หรือภูเก็ต ซึ่งมีโครงสร้างรายได้จากภาคบริการ-เกษตรกรรมเลย
มากไปกว่านั้น คือ เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด จะพบว่าคนใน จ.ระยอง มีรายได้เกือบต่ำที่สุดใน 4 จังหวัด ที่นำมาเปรียบเทียบด้วยซ้ำ
“การพัฒนาที่ยั่งยืนควรสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดย จ.สตูล มีรายได้จากภาคเกษตรถึงปีละ 8,244 ล้านบาท การประมง 4,830 ล้านบาท และการท่องเที่ยว 2,644 ล้านบาท ดังนั้นการพัฒนาต้องไม่คุกคามกิจกรรมทางเศรษฐกิจปกติของพื้นที่”
“...ที่สำคัญ ผลประโยชน์ต้องตกกับคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ไม่ใช่ตกอยู่กับกลุ่มทุนในชาติและกลุ่มทุนข้ามชาติ แต่กลับทิ้งของเสีย น้ำเสีย อากาศพิษ กากอุตสาหกรรม ไว้ให้กับคนในพื้นที่ รวมถึงสร้างความแตกแยกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่ความล่มสลายของชุมชนในท้ายที่สุด” อาจารย์สมบูรณ์ สรุปความ
ยังควรเดินหน้าโครงการ “ท่าเรือน้ำลึกปากบารา” ต่อไปหรือไม่... คำตอบคงชัดเจน







