posttoday
ความเป็นจริงทางการเมืองวันนี้และเมื่อ 27 ปีที่แล้ว

ความเป็นจริงทางการเมืองวันนี้และเมื่อ 27 ปีที่แล้ว

04 มิถุนายน 2558

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

พ.ศ. 2531 เป็นปีสุดท้ายที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เป็นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ท่านตัดสินใจยุติบทบาททางการเมืองเพราะแรงกดดันที่เกิดขึ้นหลังการยุบสภาและการเลือกตั้งทั่วไป

ปีเดียวกันนั้น ผู้เขียนเขียนบทความ “จิตสำนึกร่วมของวิชารัฐศาสตร์-การเมืองและประชาธิปไตย : ความสับสน-ฮันติงตันกับประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในจดหมายข่าวสังคมศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ส.ค.-ต.ค. 2531 (สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย) เพื่อตั้งคำถามต่อบทความ “One Soul at time : Political Science and Political Reform” ของนักรัฐศาสตร์อเมริกัน Samuel Huntington  และต่อ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ช่วง “ป๋าเปรม”  ที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากความเห็นชอบของ สส.ในสภา

ในบทความนั้น ผู้เขียนยังวิจารณ์และตั้งคำถามต่อบทสัมภาษณ์ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ในมติชนรายสัปดาห์ปีที่ 8 ฉบับที่ 406 และฉบับที่ 407 ไว้ด้วย ท่านกรุณาตอบข้อวิจารณ์ของผู้เขียน ผู้เขียนจึงขออนุญาตปัดฝุ่นนำคำตอบของท่านวางลงในบริบทการเมืองปัจจุบันที่ห่างกันเกือบ 30 ปี ซึ่งหากผิดบริบทและไม่เป็นธรรมต่อท่าน ผู้เขียนกราบขออภัยมา ณ ที่นี้  ​​                                                         

ศ.ดร.ลิขิต : “1.ผมไม่เคยเห็นด้วยกับ Samuel Huntington ในนัยที่มองการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปปฏิวัติในแง่ลบ Huntington เน้นประชาธิปไตยและการจัดตั้งสถาบัน ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ใช่สิ่งผิด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวในโลก ระบบการเมืองอื่นก็สามารถจะตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ดังนั้น จึงไม่เห็นเหตุผลว่า ‘การเมืองที่แท้คือการเมืองแบบประชาธิปไตย’ และความรู้ทางการเมืองหรือรัฐศาสตร์ มีส่วนเสริมสร้างให้เกิดการเมืองที่แท้จริง และวิชารัฐศาสตร์จะดำรงอยู่ได้ก็เฉพาะในสังคมที่มีประชาธิปไตย อันเป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ อันเป็นที่มาของ ‘จิตสำนึกหนึ่งเดียว-รัฐศาสตร์-การเมือง’ (One Soul at a time : Political Science and Political Reform) ข้อเสนอของ Huntington ยอมรับได้ ถ้าบ่งชัดว่าเป็นการเสนอพื้นฐานของปรัชญาและความศรัทธาส่วนตัวต่อลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่เจือปนอุดมการณ์และค่านิยม ไม่ใช่สัจธรรมวิทยาศาสตร์อันมีกฎสากล

2.ผมอยากจะแก้ไขว่าที่บอกว่าผมเสนอว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสังคมไทยนั้น ขอยืนยันว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ในแง่ที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ ทางที่เป็นได้อื่นก็มี เช่น การปฏิวัติสังคมนิยม ซึ่งคงจะสำเร็จยาก หรือการรัฐประหารยึดอำนาจโดยทหาร ข้อเสนอของผมที่เห็นว่าควรประคับประคองประชาธิปไตยครึ่งใบนั้น เพราะผมมีศรัทธาในสิทธิเสรีภาพและปัจเจกภาพ ถ้าไม่ได้เต็มที่ มีแค่ครึ่งเดียวก็ยังพอใจกว่าไม่มีเลย ในส่วนลึกต้องการมีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่จากประสบการณ์ และจากที่วิเคราะห์ต้องยอมแพ้ต่อความเป็นจริงทางการเมือง การเสนอให้จรรโลงระบบ การอยากเห็นคนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็ด้วยความหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยงอกงามเต็มใบ แต่ก็ตระหนักถึงความเป็นจริงคือ ความไม่สมดุลของอำนาจที่มีอยู่ในสถาบันการเมืองและกลุ่มต่างๆ รวมทั้งวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยังมีส่วนที่ไม่อำนวยต่อความเจริญเติบโต ผมไม่ได้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความชะงักงันทางปัญญา ขออภัย บางครั้งก็มีอาการตกอยู่ในภวังค์ แต่ภวังค์ดังกล่าวเกิดจากการไม่สามารถปฏิเสธความเป็นจริงทางการเมือง

3.ดุลยภาพ ความจำเริญทางการเมือง (ความตื่นตัวทางการเมือง) และการพัฒนาการเมือง (การจัดตั้งสถาบัน) นั้น ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ดุลยภาพไม่ได้แปลว่าแน่นิ่ง stagnation หรือการเมืองสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่หมายถึง homeostatic equilibrium ซึ่งต้องดูระยะยาว (overtime) ว่าระบบสามารถจะทนต่อวิกฤตการณ์ได้แค่ไหน และสามารถจรรโลงอยู่ได้ มีลักษณะเป็นดุลยภาพพลวัต (dynamic equilibrium) ถ้าความเหลื่อมล้ำระหว่างความตื่นตัวทางการเมืองและการจัดตั้งสถาบันมีมาก จะไม่สามารถมีดุลยภาพได้ เห็นด้วยว่าความตื่นตัวต้องมาก่อน แต่การจัดตั้งสถาบันต้องตามมาติดๆ
มิฉะนั้นจะไม่มีโอกาสเกิดดุลยภาพได้เลย ผลก็คือ anarchy หรือการกลับไปสู่อำนาจเผด็จการ

4.ผมไม่เชื่อว่ามีสัจธรรมทางวิชาสังคมศาสตร์ ผมเชื่อว่าทุกอย่างมีลักษณะใกล้เคียง (relative)  Absolute nothing is Absolute ข้อเสนอของผมและการวิเคราะห์ของผมถูกบดบังหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของภูมิหลังครอบครัว การศึกษา ประสบการณ์ ทัศนคติและความต้องการส่วนตัว แต่เชื่อว่าถึงพร้อมด้วยเงื่อนไข 3 ประการ คือ บริสุทธิ์ใจ เห็นแก่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และวิเคราะห์หรือเชื่อว่าวิเคราะห์อย่างถ่องแท้แล้วก็ประกาศจุดยืนออกไป และพร้อมที่จะสู้เพื่อจุดยืนนั้น ผมเชื่อว่าความคิดทางสังคมจะถูกเงื่อนไขของ time and space ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า truth and free will

5. ‘มนุษย์โดยธรรมชาติแล้วต้องการสิ่งที่ดีต่อตัวเอง แต่เหตุผลที่มนุษย์ทำผิดพลาด (ต่อตัวเอง) โดยไม่ตั้งใจก็เพราะเขายังไม่รู้จักสิ่งที่ดีจริงๆ สำหรับตัวเองนั่นเอง’  ผมไม่เชื่อว่า สิ่งที่ดีจริงๆ สำหรับมนุษย์จะมีอยู่ในโลก อะไรดีไม่ดีอยู่ที่การตีความ กาละ เทศะ ค่านิยม แม้ความเชื่อในศาสนาที่ต่างกัน ก็ตีความความดีต่างกัน

ผมคิดว่า ถ้าผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมคิดว่าดีต่อตัวเองและสังคมโดยครบเงื่อนไขสามข้อก็พอแล้ว สำหรับช่วงระยะเวลานี้ เพราะอีก 5-10 ปีข้างหน้า ความดีนั้นอาจเป็นความเลวก็ได้ โลกเป็นเช่นนี้ ชีวิตเป็นฉะนี้มาตั้งแต่โบราณกาล ตราบเท่าที่มนุษย์ยังหาคำตอบไม่ได้ ก็คงต้องแสวงหาต่อไป แต่มนุษย์ต้องสำนึกเสมอว่า การเมืองที่แท้จริง สิ่งที่ดีจริงๆ อาจไม่ได้สถิตอยู่ในโลก แต่อยู่ในเจตสิกของมนุษย์ และนี่คือสัจธรรมกระมัง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท