
จับตา กลลวง ‘สภาพคล่อง’ ระเบิดเวลาวิกฤตรอบใหม่
หลังติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในตลาดทุนทั่วโลกมาสักระยะเวลาหนึ่ง นูเรียล รูบินี
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หลังติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในตลาดทุนทั่วโลกมาสักระยะเวลาหนึ่ง นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เจ้าของฉายา “ดร.ดูม” หลังสามารถทำนายการเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ก็ออกโรงลุกขึ้นมาเตือนรัฐบาลและนักลงทุนทั่วโลกให้ระวังชนวนวิกฤตเศรษฐกิจโลกตัวต่อไปอย่าง “สภาพคล่อง”
ความเห็นข้างต้นของรูบินีสอดคล้องกับความวิตกของนักวิเคราะห์จากหลายสำนัก ซึ่งออกมาแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า โลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากภาวะสภาพคล่องที่เป็นผลพวงมาจากการโหมใช้นโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางของบรรดากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว นั่นเอง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นับตั้งแต่วิกฤตทางการเงินในปี 2008 หรือที่รู้จักกันดีในนามวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมา ระบบการเงินโลกได้รับแรงอัดฉีดขนานใหญ่อย่างต่อเนื่องหลายระลอก เริ่มจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะตบเท้าเข้าร่วมใช้แผนคิวอีด้วย
ทั้งนี้ แม้การดำเนินการของเหล่าธนาคารกลางข้างต้นจะช่วยให้เกิดสภาพคล่องขึ้นภายในระบบ ซึ่งในทางทฤษฎีสมควรจะช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจต้องซบเซา แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้ยังไม่พ้นจากภาวะซบเซา หรือภาวะถดถอยแต่อย่างใด
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เหตุผลเพราะสภาพคล่องที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้กระจายถึงระบบเศรษฐกิจจริง (เรียล อีโคโนมี) ซึ่งหมายถึงการบริโภคซื้อขายในตลาด เนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในตลาดทุนที่นักลงทุนนำมาใช้เพื่อเก็งกำไรมากกว่า โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังส่งผลให้เศรษฐกิจไม่เขยื้อน จนทำให้ประชาชนไม่ต้องการใช้จ่ายเงิน และเลือกที่จะฝากเงินหรือเก็บเงินไว้กับตัวมากกว่า
เรียกได้ว่า ต่อให้มีเงินสดเยอะจริง จนหลายฝ่ายเกรงทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ แต่ปริมาณเงินดังกล่าวไม่ได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์ระบุชัดว่าเป็น “กับดักสภาพคล่อง” ที่น่าวิตก
ขณะที่ในมุมมองของรูบินีได้แจกแจงปัจจัยที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดวิกฤตสภาพคล่องรอบล่าสุดนี้ไว้ 3 ข้อด้วยกัน
ประการแรกสุดก็คือพฤติกรรมการเก็งกำไรของนักลงทุน โดย รูบินี กล่าวว่า นักลงทุนในปัจจุบันเป็นนักค้าที่มีความถี่ของการซื้อขายในระดับสูง (ไฮ ฟรีเควนซี เทรดเดอร์-เอชเอฟที) หรือที่มีการซื้อขายระหว่างวันบ่อย ซึ่งการซื้อขายลักษณะนี้ก็คือการซื้อขายที่พบเห็นได้ในตลาดทุนสหรัฐที่นักลงทุนส่วนใหญ่มุ่งช้อนซื้อก่อนรีบปล่อยออกเพื่อทำกำไรระยะสั้น ซึ่งการซื้อขายที่หนาแน่นที่ว่านี้เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะสามารถทำให้เกิดความปั่นป่วน ผันผวน และวุ่นวายในตลาดไม่ยากเช่นในกรณีที่มีข่าวสร้างเซอร์ไพรส์จนนักลงทุนผวาและแห่เทขาย
ปัจจัยประการที่สองก็คือการแห่ลงทุนในตลาดพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ที่แม้จะถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางการเงินตามกฎหมาย แต่พันธบัตรเหล่านั้นไม่ได้ซื้อขายในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงอย่างตลาดหลักทรัพย์ ตรงกันข้าม พันธบัตรทั้งหลายต่างซื้อขายในระบบเปิด (โอเวอร์ เดอะ เคาน์เตอร์-โอทีซี) ที่ผู้ซื้อและผู้ขายดำเนินการตกลงกันเอง
เท่ากับว่า ตลาดพันธบัตรนี้จึงถือเป็นตลาดที่ขาดสภาพคล่อง หมายความว่า เป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถขายได้ทันทีเนื่องจากไม่อาจหาผู้ที่เต็มใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว หรือในกรณีที่ต้องการขายแบบด่วนจริงๆ ผู้ขายก็จำเป็นต้องหั่นราคาลง นั่นเอง
กระนั้น สิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริงสำหรับตลาดพันธบัตรในปัจจุบันก็คือการที่การซื้อขายพันธบัตรส่วนใหญ่เปิดให้นักลงทุนสามารถไถ่ถอนเงินของตนจากกองทุนพันธบัตรภายในช่วงข้ามคืน
“สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นปัญหาหายนะทันที ในกรณีที่เกิดการเทขายพันธบัตรครั้งใหญ่จนทำให้ราคาของมัน (พันธบัตร) ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภาวะไฟร์ เซล (การบังคับขายทรัพย์ออกไปโดยไม่เป็นประโยชน์) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตลาดหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Mortgage Bond) ในช่วงปี 2007-2008” รูบินีกล่าว
สำหรับปัจจัยประการสุดท้ายก็คือ การถูกจำกัดบทบาทของธนาคารและสถาบันการเงิน โดยหากยังจำกันได้ ก่อนหน้าการเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 ธนาคารทั้งหลายคือผู้รับหน้าที่บริหารจัดการบรรดาสารพัดพันธบัตร หุ้นกู้และตราสารหนี้ ทว่าหลังวิกฤตที่มีการกำหนดบทลงโทษอย่างเข้มงวด ทำให้ธนาคารเหล่านี้ลดบทบาทตนเองลง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลทำให้เมื่อเกิดเหตุเซอร์ไพรส์นักลงทุนในตลาดที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพันธบัตรกับผลตอบแทนพันธบัตร ธนาคารจึงไม่อยู่ในฐานะของผู้ที่จะมารักษาเสถียรภาพของตลาดได้
ทั้งนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นโยบายการเงินของเหล่าธนาคารกลางทำให้เกิดสภาพคล่องในระดับมหภาคที่ช่วยรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้อยู่ในระดับต่ำ และลดความผันผวนของตลาด ทว่าการกระทำดังกล่าวก็ทำให้เกิดภาวะการเก็งกำไรในตลาด และนักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดที่ไม่ได้ซื้อง่ายขายคล่องอย่างพันธบัตรมากขึ้น ท่ามกลางกฎระเบียบที่เข้มงวดที่ทำให้ธนาคารไม่เข้ามายุ่งกับการซื้อขายพันธบัตร
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุประหลาดใจ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก เช่น กรณีเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ราคาน้ำมันพุ่ง หรือเศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มพุ่งขึ้น นักลงทุนย่อมแห่เทขายพันธบัตรแม้ว่าจะขาดทุนแค่ไหน เพื่อให้ตนเองสามารถทำกำไรในตลาดทุนได้เร็วที่สุด ซึ่งรูบินีชี้ว่าหากสถานการณ์ดำเนินไปในทิศทางดังกล่าว ความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตจากการแห่เทขายซึ่งจะนำไปสู่ภาวะแฟลช แครช (ภาวะราคาดิ่งแบบสายฟ้าแลบ) ย่อมมีมากขึ้น
นับเป็นกลลวงของสภาพคล่องที่น่าวิตกที่ดูเหมือนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในขณะนี้จะยังไม่ตื่นตัวสักเท่าไรนัก







