
วัดครึ่ง กรรมการครึ่ง
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
หลวงพ่อคูณมรณภาพไปกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ศรัทธาและความเชื่อมั่นในพุทธศาสนาของคนไทยปรากฏชัดเมื่อประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนแห่แหนกันไปกราบไหว้สรีรสังขารของท่านที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ซึ่งหลวงพ่อคูณได้บริจาคร่างของท่านไว้ให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ทุกคนไปด้วยใจ ไม่มีการกะเกณฑ์ มีบ้างที่ถือโอกาสขอโชคลาภจากการซื้อเลขเด็ดที่เกี่ยวกับหลวงพ่อ เช่น อายุ จำนวนพรรษาที่บวช เลขที่บัตรประชาชน หรือทะเบียนรถที่นำร่างท่านมา ทำให้หวยขายดิบขายดี ราคาซื้อขายเลขบางตัวสูงกว่าราคาปกติกว่าเท่าตัว
ผมไม่แปลกใจที่คนที่ทุ่มเทซื้อหวยหลวงพ่อคูณจะถูกเจ้ามือและกองสลากกินเรียบ มันอาจเป็นบทเรียนสุดท้ายแทนการเคาะหัว เพื่อให้ทุกคนรู้จักพึ่งตัวเองแทนการพึ่งโชคลางและดวงชะตาวาสนาต่างๆ
มีเสียงร่ำลือเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ของท่าน เรื่องสรีระกลายเป็นสีชมพูเมื่อถูกดอง ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ต้องรีบออกมาแถลงว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์แต่ประการใด
ยอดเงินบริจาคเพื่อร่วมทำบุญให้หลวงพ่อคูณ ตัวเลขสุดท้ายเข้าใจว่าเกิน 50 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้แม้จะมากโข แต่ก็น้อยนิดเมื่อเปรียบกับยอดสะสมระหว่างที่หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบ้านไร่ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนก็มีข่าวว่าตัวเลขเกิน 5,000 ล้านบาทแล้ว สำหรับตัวเลขสุดท้ายจะเป็นเท่าไรแน่ เข้าใจว่าจะมีการตรวจสอบและประกาศให้ทราบต่อไป
เรื่องเงินบริจาคและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องของวัดกับพระสงฆ์ ไม่จำกัดเฉพาะกรณีหลวงพ่อคูณ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงเป็นพิเศษในวันนี้
คนที่ไปไหว้พระในวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หลายคนอาจมีความรู้สึกคล้ายกับผมว่า มีคนที่หากินอยู่กับวัดเหล่านี้เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใครใส่ใจหรือกล้าเข้าไปจัดระเบียบหรือควบคุมดูแล มีตั้งแต่การขายสลาก ขายดอกไม้ธูปเทียน ขายนกขายปลาสำหรับปล่อย ขายหนังสือธรรมะ ขายพระพุทธรูป ขายของที่ระลึก ขายวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง ตลอดจนการตั้งตู้รับบริจาค และการเรี่ยไรให้ร่วมทำบุญต่างๆ บางวัดมีคนใช้เครื่องขยายเสียงส่งเสียงดังรบกวนสมาธิของผู้ที่ไปวัดเพื่อใฝ่หาความสงบ
คนไปไหว้พระมักจะเป็นคนที่ควักกระเป๋าง่าย เพราะมีจิตศรัทธาอยากจะทำบุญอยู่แล้ว มีน้อยคนที่คิดจะขอความกระจ่างว่าเงินที่บริจาคในที่สุดจะไปอยู่ในมือใคร หรือไปทำประโยชน์ให้กับใคร บางครั้งมีการประกาศวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจน แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าเงินทั้งหมดจะไปถึงที่หมายปลายทางหรือไม่ เพราะไม่มีใบเสร็จ และไม่มีทะเบียนคุม
ในทางกฎหมาย ผมเข้าใจว่าวัดได้รับการยกเว้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะต่างๆ ทำให้ไม่มีผลประโยชน์ที่หน่วยงานราชการจะต้องเข้าไปดูแล ประกอบกับวัดมักจะมีกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น บริจาคเงินสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล หรือเป็นที่รักษาพยาบาลคนเจ็บป่วย เป็นที่พักพิงของคนยากไร้ รวมทั้งอาจมีการใช้เงินวัดช่วยสร้างและซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับสถานที่ราชการ เช่น สถานีตำรวจ หรือที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น
นอกจากนี้ วัดยังถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ไม่มีใครอยากแตะต้องหรือกล้าคิดจะเข้าไปตรวจสอบ
ผมเข้าใจว่าแต่ละวัดมีคณะกรรมการที่เป็นฆราวาสคอยช่วยดูแลทรัพย์สินเงินทองและผลประโยชน์ แต่ไม่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าคณะกรรมการมีที่มาจากไหน อย่างไร รวมทั้งไม่มีกฎระเบียบเกี่ยวกับจริยธรรมในการดำเนินงาน
เราจะเห็นบางวัดที่เจ้าอาวาสและพระชั้นผู้ใหญ่ยึดติดกับวัตถุทางโลก กุฏิที่พักจะหรูหราและเต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ยวดยานพาหนะต้องเป็นรถหรูราคาแพง รวมทั้งกรณีของหลวงปู่ชื่อดังที่หนีไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ที่ชอบเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว
ผมมีประสบการณ์จริงที่อยากเล่าให้ฟัง หลายปีก่อนช่วงที่ผมยังทำงานประจำที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ผู้จัดการสาขาคนหนึ่งทำเรื่องเข้ามาขออนุมัติงบประมาณซื้อรถหรูรุ่น อี 240 พร้อมเงินเดือนคนขับ เพื่อให้ไปประจำกุฏิเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง แทนรถคันเดิมรุ่น ซี 200 ซึ่งใช้งานมาครบ 5 ปี ผู้จัดการบอกว่าได้ต่อรองจนถึงที่สุดแล้ว ทางวัดยืนยันว่าที่ขอเป็นขั้นต่ำ หากไม่ได้จะย้ายเงินฝากจำนวนหลายร้อยล้านบาทไปธนาคารอื่นที่ให้ข้อเสนอดีกว่า พร้อมกับย้ำว่าแค่นี้ท่านสมภารก็รู้สึกน้อยหน้าเจ้าอาวาสบางวัดที่มาร่วมพิธีศาสนาในรถรุ่น เอส 500
ผมฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจที่มีการอวดร่ำอวดรวยกันแม้แต่ในหมู่พระสงฆ์องค์เจ้า แต่ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้น คือ มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเบียดเบียนผลประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นของส่วนตนไม่ต่างจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการราชการมากนัก
ในเรื่องเงิน บ่อยครั้งที่แยกกันไม่ออกระหว่างเงินที่อยู่ในบัญชีวัดกับเงินที่อยู่ในบัญชีส่วนตัว
สำหรับพระที่ไม่ยึดติดกับวัตถุ เช่น ในกรณีของหลวงพ่อคูณ ท่านก็อาจปล่อยให้คณะกรรมการวัดจัดการเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งบางครั้งก็จะมีข่าวเรื่องการมีปัญหาขัดแย้งกัน หรือต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน เพราะผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องสูง และผลประโยชน์เป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร
ผมเชื่อว่าหากไม่มีหน่วยงานภายนอกยื่นมือเข้าไปช่วยจัดการ ปัญหาของวัดที่มีเงินบริจาคมากจะแก้ไขยาก ยิ่งนับวันสถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย ตามยอดเงินบริจาคสะสมที่
เพิ่มสูงขึ้น
แนวคิดในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากวัดและจากพระไม่ใช่เรื่องเสียหาย ที่ออกมาโวยวายกันว่าเป็นการทำลายศาสนาบ้าง เป็นการเลือกปฏิบัติบ้าง เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะวัดกับพระที่มีรายได้น้อยก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ส่วนผลกระทบก็เกิดกับทุกศาสนา ไม่เฉพาะศาสนาพุทธศาสนาเดียว
แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การมีระบบบัญชีและระบบควบคุมภายในที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งผมอยากเห็นกระทรวงวัฒนธรรมและกรมการศาสนาเป็นเจ้าภาพเชิญหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านการเงินเข้ามาช่วยวางระบบ เพื่อส่งต่อให้ทุกวัด ทุกสุเหร่า ทุกโบสถ์นำไปปฏิบัติ จะได้สมกับความเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของคนทั้งประเทศต่อไป







