
Technology Licensing (จบ)
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ตามที่ได้กล่าวถึงในฉบับก่อนหน้านี้ไปแล้วถึงประเด็นสำคัญ หรือ Key Issues ที่ผู้เจรจาจัดทำสัญญาขายหรือโอนเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงว่ามีอยู่ 4 ประเด็น หรือ 4 กลุ่มใหญ่ๆ และได้กล่าวถึงไปแล้ว 3 ประเด็น หรือกลุ่ม ยังคงเหลือกลุ่มที่ 4 จึงจะขอกล่าวถึงเลยว่า กลุ่มที่ 4 ได้แก่ เรื่องที่เทคโนโลยีนั้นไม่เหมือนทรัพย์สินอื่นๆ แต่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเพิ่มขึ้นได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีที่ขายหรือโอนเทคโนโลยีไปแล้วอาจพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวต่อให้เป็น Version ใหม่ๆ ขึ้นมาอีก อย่างที่เห็นตัวอย่างของ iPhone ที่มี 3, 4, 5, 5S, 6 และ 6 Plus เป็นต้น แต่กรณีของ iPhone นั้น เป็นการวิจัยและพัฒนาของบริษัทเอง กรณีของเทคโนโลยีที่ไปซื้อหรือโอนมา ผู้ซื้อจะกังวลว่าเมื่อผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีให้แล้ว ผู้ขายอาจทำ Version ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ไปขายให้บริษัทคู่แข่งก็ได้ หรือถึงแม้ไม่ขายให้กับคู่แข่ง แต่เมื่อมี Version ใหม่ก็ทำให้ Version เก่าดูล้าสมัย โดยเฉพาะหากต้องลงทุนในการผลิตสูงจะขายไม่ได้คุ้มกับที่ลงทุนไป ขณะที่เจ้าของเทคโนโลยีเองกลับต้องการให้สิทธิแก่ผู้ซื้ออย่างมีขอบเขตพอสมควร เพื่อให้ตัวเองมีอิสระในการวิจัยพัฒนาในอนาคต
ดังนั้น ประเด็นที่ผู้ซื้อเทคโนโลยีจะมีสิทธิใน Version หรือสินค้า หรือเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาต่อยอดจากของเดิมหรือไม่และแค่ไหน จึงเป็นประเด็นสำคัญทั้งของผู้ซื้อและผู้ขายเทคโนโลยี ส่วนใหญ่ถ้าใน License เขียนไว้คลุมไปถึง Version ใหม่ สินค้าหรือเทคโนโลยีใหม่ หรือนวัตกรรม หรือแม้แต่งานที่เกี่ยวข้องที่จะพัฒนาต่อยอดขึ้นใหม่ ผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีจะต้องให้แน่ใจว่าจะให้ผู้ซื้อจ่ายเงินเพิ่มเติมให้หรือไม่ และเป็นไปได้ไหมที่จะกำหนดราคากันไปเลยว่าเท่าไร ซึ่งโดยทั่วไปจะทำไม่ได้ เพราะยังไม่สามารถประเมินมูลค่าส่วนที่พัฒนาเพิ่มเติมได้ เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลาและลงทุนในการวิจัยพัฒนาอย่างไร เท่าใด จึงมักจะทำความตกลงกันไม่สำเร็จ
ผู้เขียนเห็นว่าทางที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการทำความตกลงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าไม่ได้รวมอยู่ด้วย
ประเด็นสำคัญต่อมาที่ควรคำนึงถึงก็คือ ผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีต้องขายและให้บริการอะไรบ้าง เช่น ต้องขายชิ้นส่วนให้หรือไม่ หรือต้องให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ขายไปหรือไม่ เป็นต้น เช่นกรณีของการขาย Software จะเห็นได้ชัดว่าเมื่อขายแล้วต้องมีการติดตั้งให้ด้วยไหม ติดตั้งแล้วต้องมีการปรับปรุงแก้ไขจนผู้ซื้อใช้ได้ด้วยหรือไม่ หรืออาจต้องจัดเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเพื่อให้การอบรมกับเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อ Software นั้นไปจนสามารถใช้งานได้ด้วยหรือไม่ เป็นต้น แต่ละปีต้องมีการเข้าไปดูแลรักษาเพื่อคงสภาพหรือไม่ บริการเหล่านั้นแน่นอนว่าต้องมีต้นทุน ค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีต้องระบุไว้ในสัญญาขายหรือโอนเทคโนโลยีด้วย และหากมีการพัฒนาต่อยอด ต้องใช้ชิ้นส่วนหรืออะไหล่เพิ่มเติมหรือไม่ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องหยุมหยิมที่ทั้งผู้ขาย หรือโอน และผู้ซื้อ อาจลืมคำนึงถึงหากไม่เคยทำมาก่อน และมักจะเกิดปัญหาตามมา
นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องหยุมหยิมอื่นๆ ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้คำนึงถึงกัน เพราะมุ่งแต่เรื่องของสาระในเทคโนโลยีเหล่านั้นดังกล่าวแล้วข้างต้น เรื่องของการที่ผู้ขายหรือโอนจะต้องมาให้ความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาแก่ผู้ซื้อ การจัดทำเอกสารคู่มือ หรืออาจต้องให้เจ้าของเทคโนโลยีมาทำงานกับลูกจ้างของผู้ซื้อสักพัก และดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า หากในช่วงที่ผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีมาทำงาน หรืออบรมช่วยเหลือลูกจ้างของผู้ซื้อ จะมีการร่วมวิจัยพัฒนากันหรือไม่ และหากมีใครจะเป็นเจ้าของผลงานนั้น ยิ่งหากสามารถนำผลงานนั้นไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้ เช่น สิทธิบัตร ใครจะเป็นเจ้าของ เพราะตามปกติหากลูกค้าจ้างให้บริษัททำการวิจัยพัฒนาปรากฏเป็นผลงานออกมา บริษัทจะเป็นเจ้าของผลงานและลูกจ้างมีสิทธิในการใส่ชื่อในสิทธิบัตรในฐานะผู้วิจัย แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่ เพราะผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีเพียงแต่เข้ามาอบรมลูกจ้างในบริษัท และ/หรือ ทำการร่วมวิจัยไปด้วย ดังนั้น หากจะมีกรณีการเข้าไปทำงานร่วมกับคนงานหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทก็ควรจะมีการระบุในสัญญาขายหรือโอนเทคโนโลยีให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องข้างต้นด้วย
ประเด็นสำคัญสุดท้ายในกลุ่มนี้คือ เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ เช่น การห้ามผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีไปทำงานวิจัยพัฒนาให้คู่แข่ง ซึ่งประเด็นนี้ในบางประเทศถือว่าผิดกฎหมาย หรือแม้แต่เรื่องที่ผู้ซื้อเทคโนโลยีต้องเป็นเจ้าของผลงานที่วิจัยพัฒนาต่อมาในบางประเทศก็ถือเป็นเรื่องที่เอาเปรียบกันมากเกินไป
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการรวบรวมสรุปจากประสบการณ์ของผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยี และผู้ซื้อหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งผู้เจรจา License ด้วย ซึ่งที่จริงแล้วยังมีประเด็นย่อยๆ หยุมหยิมอีกมากที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ทั้งกับผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยี และกับผู้ซื้อ รวมถึงวิธีการเจรจาต่อรองที่ผู้เจรจาจะต้องคำนึงถึงสารพัดเรื่อง ทั้งแง่มุมด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่สุด ประเด็นสำคัญกลุ่มต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น ผลของการซื้อเทคโนโลยี หรือในกรณีของผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีก็คือเจตนารมน์ของบริษัทหรือผู้วิจัย ผู้เจรจาจะต้องมีการกำหนดท่าทีและท่าทีสำรอง (Fall Back Position) ไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะไม่เขียนไปถึงวิธีการเจรจาต่อรอง License เพราะจะเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก และเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ขึ้นกับประสบการณ์ด้วย จึงจะขอจบเรื่อง Technology Licensing ไว้เพียงแค่นี้







