posttoday
วัฏจักรวงจรอุบาทว์สลากราคาแพง

วัฏจักรวงจรอุบาทว์สลากราคาแพง

01 กรกฎาคม 2553

การขุดรากถอนโคนนักการเมืองที่ฮั้วกับผู้บริหารสำนักงานสลากฯ และยี่ปั๊วซาปั๊วหน้าเลือดจึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ซื้อรายย่อยจึงเอวัง

การขุดรากถอนโคนนักการเมืองที่ฮั้วกับผู้บริหารสำนักงานสลากฯ และยี่ปั๊วซาปั๊วหน้าเลือดจึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ซื้อรายย่อยจึงเอวัง

โดย...ทีมข่าวการเงิน

มาตรการแก้ปัญหาสลากราคาแพง ที่ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และ วันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เคยประกาศไว้ดูจะเหลวไม่เป็นท่า

เมื่อจำนวนโควตาสลากที่ รมช.คลัง ขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มอีก 10 ล้านฉบับ กลับไม่ได้ทำให้ราคาขายปลีกลดลง

ถ้าเมื่อปลายปีที่แล้ว ราคาเคยพุ่งปรี๊ดไปถึง 120 บาทต่อคู่ วันนี้ไปซื้อที่สี่แยกไฟแดง ก็ยังแพงถึง 110-120 บาทต่อคู่

ทั้งๆ ที่ปริมาณการพิมพ์สลากในแต่ละงวด (15 วัน) เพิ่มขึ้นจาก 50 ล้านฉบับ เป็น 60 ล้านฉบับเข้าไปแล้ว

 

วัฏจักรวงจรอุบาทว์สลากราคาแพง

ขณะที่ต้นทุนการขายจากเจ้าของโควตาทั้งที่เป็นรายย่อยและนิติบุคคล ซึ่งรับจากเคาน์เตอร์สำนักงานสลากฯ สี่แยกคอกวัว อยู่แค่ 72.80 บาทต่อคู่ แต่กลับมาขายในราคาแพงหูฉี่ขนาดนี้ ฟันกำไรทีเดียวเป็นกอบเป็นกำ

แน่นอนว่า ต้องมีอะไรที่ซ่อนอยู่ในราคาที่ถูกบวกเพิ่ม ก่อนถึงมือผู้บริโภค!!!

ย้อนกลับไปดูมติ ครม. เมื่อเดือน มี.ค. 2553 ที่อนุมัติให้ออกสลากพิเศษเพื่อสนับสนุนรายได้ให้สาธารณกุศล 3 โครงการหลัก

ประกอบด้วย โครงการพัฒนาศิริราชสู่สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงินจำนวน 5,000 ล้านบาท

โดยเปิดทางให้สำนักงานสลากฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ จำหน่าย และจ่ายรางวัล  

โครงการต่อมาคือ ออกสลากการกุศลจำนวน 1,075.2 ล้านบาท เพื่อหาเงินเข้ากองทุน มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิการสังคมไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว (โครงการ มิราเคิล ออฟ ไลฟ์)

และสุดท้าย โครงการออกสลากการกุศล จำนวน 1,056 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ของมูลนิธิรามาธิบดี

รวมเบ็ดเสร็จทั้ง 3 โครงการ จะได้เงินเข้าการกุศลทั้งสิ้น 7,131 ล้านบาท

หลังจากได้ไฟเขียวจาก ครม. สำนักงานสลากฯ ก็เดินหน้ากำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรและวางตารางการออกสลากเพิ่มเติมทันที
โดยกำหนดพิมพ์โควตาเพิ่มจำนวน 1 แสนเล่ม หรือเท่ากับ 10 ล้านฉบับ

เรียกได้ว่าเป็นจำนวนมหาศาลที่สุดเท่าที่เคยพิมพ์เพิ่มมาก็ว่าได้

เมื่อเจาะลึกเข้าไปถึงโครงสร้างการจัดสรรใหม่ครั้งนี้ สำนักงานสลากฯ ทยอยแบ่งเป็น 4 ล็อต คือ

ล็อตแรก 6 หมื่นเล่ม หรือ 6 ล้านฉบับ มีนิติบุคคลได้รับการจัดสรรโควตาจำนวน 3 ราย รายละ 2 หมื่นเล่ม จากที่มีผู้เสนอตัวเข้ามาขอเป็นตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด 10 ราย

โควตาในมือ 3 บริษัท ประกอบด้วย 1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ขวัญฤดี 2.บริษัท สลากมหาลาภ และ 3. บริษัท หยาดน้ำเพชร
เมื่อตรวจสอบลึกเข้าไปจะพบว่า ทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว คือเครือข่ายเดิมของกลุ่ม 5 เสือกองสลากฯ ที่เคยถูกยกเลิกโควตาไปตั้งแต่ปี 2548

โดย หจก.ขวัญฤดี และบริษัท สลากมหาลาภ เป็นกลุ่มของเจ๊แดง “ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต” ส่วนบริษัท หยาดน้ำเพชร ของเจ๊สะเรียง “สะเรียง อัศววุฒิพงศ์”

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั้งเจ๊แดงและเจ๊สะเรียงก็เป็นผู้คว้าโควตาสลากที่พิมพ์เพิ่มอีก 4 ล้านฉบับ เมื่อปี 2552 โดยถือโควตาผ่านมูลนิธิสาธารณกุศลและเครือข่ายองค์การทหารผ่านศึก

สำหรับโควตาล็อตที่ 2 รวม 1.5 หมื่นเล่ม หรือ 1.5 ล้านฉบับ สำนักงานสลากฯ จัดสรรให้กับนิติบุคคลระดับย่อยๆ จำนวน 10 ราย แบ่งกันรายละ 1,500 เล่ม หรือ 1.5 แสนฉบับ

ประกอบด้วย 1.บริษัท ซี.เค. ชัคเซส 2.บริษัท เลขลักษณ์ 3.บริษัท นิวเคยู 4.บริษัท เค.ยู ล๊อตโต้ 5.บริษัท รุ่งอัมพร6.บริษัท มารวย ล๊อตโต้ 7.บริษัท ณ กมลภัสส์ 8.หจก. ยุพินเชียงใหม่ ล๊อตโต้ 9.หจก. ตาต้า ล๊อตโต้ 10.หจก. ตัวเลขมหาลาภ

เหมือนนัดกันมา ... เมื่อผู้ได้รับโควตาใน 10 บริษัทนี้ ส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 1 ล้านบาท มีสถานที่ตั้งกระจายทั้งในกรุงเทพฯ นนทบุรี เชียงใหม่ และชลบุรี

บางบริษัทยังเป็นนิติบุคคลหน้าเดิมๆ ที่เคยได้รับโควตาจากสำนักงานสลากฯ และถูกโจมตีว่าเป็นเสือนอนกิน ต้นตอปัญหาลอตเตอรี่ราคาแพงเมื่อปี 2552

ส่วนบางบริษัทแม้จะเป็นนิติบุคคลใหม่ก็จริง แต่เมื่อค้นเข้าไปลึกๆ แล้วก็คือเอเยนต์รายใหญ่ที่มีร้านขายอยู่ที่สี่แยกคอกวัว
ล็อตที่ 3 กลุ่มผู้ค้าส่งท้องถิ่น 250 ราย ได้รับรายละ 22 เล่ม รวม 5,500 เล่ม หรือ 5.5 แสนฉบับ กลุ่มนี้เป็นยี่ปั๊วซาปั๊วที่มีแผงค้าและมีคอนเนกชันที่ดีกับผู้จัดสรรโควตา

ล็อตที่ 4 คือกลุ่มผู้พิการ สมาคม หรือมูลนิธิ จำนวน 450 ราย ได้รับการจัดสรรโควตารายละ 45 เล่ม รวม 20,250 เล่ม หรือประมาณ 2 ล้านฉบับ

โดยล็อตนี้ถือเป็นกลุ่มมูลนิธิที่เคยอกหักจากการยื่นขอรับโควตามานาน บางกลุ่มก็เคยร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงมูลนิธิที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการรายได้มาบำรุงกิจการจริงๆ

แหล่งข่าวจากตัวแทนค้าสลากฯ กล่าวว่า การจัดสรรโควตารอบใหม่ 10 ล้านฉบับ มีการบวกราคาเพิ่มขึ้นจากราคาที่ออกจากสำนักงานสลากฯ จาก 72.80 บาท เป็น 82 บาทต่อคู่

โดยวงในระบุว่า ราคาที่ถูกโขกเพิ่มขึ้นนี้ ต้องจ่ายให้กับหน้าห้องนักการเมืองใหญ่ ซึ่งเรียกส่วนต่าง 9.20 บาทต่อคู่ เต็มจำนวน 34 งวด หรือที่ในวงการเรียกกันว่า “เทคอม” แลกกับการจัดสรรโควตา

“เพราะนักการเมืองเองก็ไม่รู้ว่าตนเองจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาหรือไม่ หรือรัฐบาลจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน จึงต้องการความแน่นอนเป็นหลัก” แหล่งข่าวระบุ

กระบวนการหลังจากนั้นก็จะมีการบวกต่อกันเป็นทอดๆ โดยยี่ปั๊ว ซาปั๊ว และสี่ปั๊ว ก่อนถึงมือประชาชนที่ 110 บาทต่อคู่ ซึ่งราคาจะไม่มีวันลดลงได้อีก นอกจากจะมีเหตุการณ์พลิกผันแบบสุดๆ เช่น เศรษฐกิจตกต่ำสุดขีด หรือมีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ทำให้บรรยากาศในการค้าสลากที่สี่แยกคอกวัวสะดุดลง

จึงไม่แปลกที่ขณะนี้มีสหกรณ์รายใหญ่ในภาคอีสานระดมเงินเข้ามาเทคอมซื้อโควตาล็อตใหญ่ที่กำลังจะเริ่มเปิดรับสลากไปขายในเดือน ก.ย.

แม้จะต้องซื้อในราคาขายส่งที่แสนแพง แต่เมื่อนำไปบวกเอากับผู้บริโภคแล้ว ถือว่ายังคุ้มค่าเพราะได้กำไรคู่ละ 10 บาทเป็นอย่างต่ำ
วงจรอุบาทว์นี้ จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงๆ จังๆ

แม้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค จะเคยบุกจับกุมผู้ค้าสลากเกินราคาที่สี่แยกคอกวัว แต่ก็ทำกันแบบผักชีเรียกพี่

ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้จะได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เข้ามาแง้มขยะใต้พรม

การขุดรากถอนโคนนักการเมืองที่ฮั้วกับผู้บริหารสำนักงานสลากฯ และยี่ปั๊วซาปั๊วหน้าเลือดจึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ซื้อรายย่อยจึงเอวังด้วยประการฉะนี้...

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล