
ปตท.หนุนรัฐถือหุ้นแหล่งก๊าซ
บอร์ด ปตท.มีมติเสนอให้รัฐถือหุ้นในสัมปทานแหล่งเอราวัณ-บงกช ก่อนหมดอายุ
บอร์ด ปตท.มีมติเสนอให้รัฐถือหุ้นในสัมปทานแหล่งเอราวัณ-บงกช ก่อนหมดอายุ
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท. เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีมติเสนอเรื่องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาสัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ ที่บริษัท เชฟรอนฯ เป็นผู้ถือสัมปทาน และแหล่งบงกช ที่บริษัท ปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัมปทาน ซึ่งจะหมดอายุในปี 2565 และ 2566
ทั้งนี้ บอร์ด ปตท.เสนอให้รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นในแหล่งก๊าซทั้งสองแห่ง โดยเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการกับผู้ถือสัมปทานทั้งสองราย เพื่อหาข้อสรุปสัดส่วนการถือหุ้น และการแบ่งประโยชน์การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่สนับสนุนการใช้ก๊าซในประเทศถึง 70%
“หากรัฐพิจารณาว่าก๊าซทั้งสองแห่งในอ่าวไทย เมื่อหมดสัญญาลง รัฐจะเป็นเจ้าของ 100% และประสงค์จะให้บริษัท ปตท.สผ.ที่เป็นบริษัทลูกของ ปตท. ซึ่งรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมเป็นผู้ผลิตทั้งหมดแทนที่เชฟรอน ปตท.ก็มีความยินดีเข้าไปดำเนินการ” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องก๊าซธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีข้อยุติให้ได้ภายในปีนี้และอย่างช้าภายในปีหน้า เพื่อที่เอกชนผู้ลงทุนทั้งสองราย ซึ่งเป็นผู้รู้เกี่ยวกับแหล่งก๊าซของไทยมากที่สุดจะได้วางแผนการผลิต รับซื้อ และลงทุนมารองรับปริมาณความต้องการในประเทศ หากไม่สามารถสรุปได้จะต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจากต่างประเทศมากลั่นเป็นก๊าซที่ใช้ในระบบการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ต้นทุนไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 8-9 บาท/หน่วย
นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านก๊าซธรรมชาติ ปตท. กล่าวว่า หากรัฐต้องการให้ ปตท.สผ.เป็นผู้ผลิตและสำรวจแหล่งก๊าซทั้งสองแห่ง โดยที่รัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้างหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งหมดก็พร้อมจะดำเนินการ และยืนยันว่า ปตท.สผ.มีขีดความสามารถพอ
สำหรับการประชุมเวิลด์แก๊ส ที่ฝรั่งเศส มีการประเมินว่า ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยขณะนี้อุตสาหกรรมเรือเดินทะล และการขนส่งที่ใช้เรือในโลกหันมาใช้ก๊าซมากขึ้น ปตท.จึงต้องวางแผนการผลิตและนำเข้า โดยวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ผลิตรายใหญ่ 2-3 ราย รวมถึงกาตาร์ก๊าซได้เข้ามาเจรจากับ ปตท.
ด้านเอ็กซอนโมบิล ประเมินว่า ก๊าซธรรมชาติจะก้าวเข้ามามีบทบาทแทนที่น้ำมัน โดยแหล่งก๊าซที่มีอยู่สามารถรองรับอุตสาหรรมได้อีก 50 ปี โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตและส่งออก 20 ประเทศ มีผู้นำเข้า 26 ประเทศ และในปี 2568 จะมีผู้ผลิตเพิ่มขึ้นอีก 8 ประเทศ แต่มีผู้นำเข้าเพิ่มขึ้นอีก 17 ประเทศ







